Friday, May 20, 2016

ผู้ต้องหาสังหารหมู่ คนเสื้อแดง 53 ใคร อยู่ตรงไหนในปัจจุบัน???


หลังการสลายชุมนุม นปช คนเสื้อแดง 53 และ'กลุ่มฆาตกรที่ยังลอยนวล' ใครอยู่ตรงไหนในปัจจุบัน...
.
จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อ 6 ปีที่แล้ว VoiceTV นำเส้นทางชีวิตของบุคคลที่มีบทบาทหลักในช่วงเวลาดังกล่าวมานำเสนอ จากวันนั้นถึงวันนี้พวกเขาอยู่ตรงไหนกันบ้าง
.

เมื่อ 6 ปีที่แล้ว รัฐบาลในขณะนั้น มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี ผู้ชุมนุมเรียกร้องให้ยุบสภา และจัดการเลือกตั้งใหม่ เพราะเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่เขาไม่ได้ทำตามข้อเรียกร้อง และใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีขอคืนพื้นที่จากผู้ชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิต 94 ราย บาดเจ็บกว่า 1,500 คน
.
หลังสลายการชุมนุม นายอภิสิทธิ์ยังคงดำรงนายกรัฐมนตรี จนถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2554 หรือหลังสลายการชุมนุมนานกว่า 1 ปี ปีเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์เคยเข้าให้กำลังใจกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. ในปี 2557 และปัจจุบันเขายังคงเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ฆาตกรที่ยังลอยนวล)
.

หนึ่งในกลไกสำคัญในช่วง 6 ปีที่แล้วคือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ขณะนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) หลังแพ้การเลือกตั้งในปี 2554 2 ปีต่อมานายสุเทพลาออกจากการเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำกลุ่ม กปปส. เต็มตัว คัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม และขัดขวางการเลือกตั้งในปี 2557 จากนั้นจึงบวชเป็นพระที่วัดสวนโมกข์ และก่อตั้งมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ และเป็นประธานในปี 2558 (ฆาตกรที่ยังลอยนวล)
.

ในปฏิบัติการนี้ทหารเป็นกำลังหลัก พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด เป็นโฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) และโฆษก ศอฉ. หลังรัฐประหาร ได้เลื่อนยศเป็นพลตรีและเป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปีถัดมาได้รับแต่งตั้งเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ฆาตกรที่ยังลอยนวล)
.

พลโทดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณนั้น เป็นเลขาธิการ กอ.รมน. เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขาฯ ศอฉ. เป็นรองเสนาธิการทหารบก ได้รับความสนใจจากคำแถลงในปฎิบัติการต่าง ๆ ในช่วงการชุมนุมของคนเสื้อแดง โดยเฉพาะการแถลงข่าวหลังปฎิบัติการขอคืนพื้นที่ที่ระบุว่าใช้ยุทธวิถีแบบสนามรบ เดือนตุลาคม 2553 ได้เลื่อนยศเป็นพลเอก และตำแหน่งเสนาธิการทหารบก ปีถัดมาขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการทหารบก หลังรัฐประหารได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเป็นรัฐมนตรีศึกษาธิการถึงปัจจุบัน (ฆาตกรที่ยังลอยนวล)
.

ขณะที่พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น และเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการคณะกรรมการ ศอฉ. เขาเป็น 1 ใน 3 คนร่วมกับนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ที่แกนนำนปช. ขอให้ป.ป.ช.ทบทวนมติถอดถอนคำกล่าวหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สั่งใช้กำลังทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือนเข้าสลายการชุมนุม หลังรัฐประหาร พลเอกอนุพงษ์ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองประธานที่ปรึกษา คสช. และเป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยจนถึงปัจจุบัน (ฆาตกรที่ยังลอยนวล)
.

ส่วน หัวโจรกบฏ ประยุทธ์ จันทร์โอชานั้น ภายหลังสลายการชุมนุม ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารบกต่อจากพลเอกอนุพงษ์ ที่เกษียณอายุราชการ ซึ่งเป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. 22 พฤษภาคม 2557 พลเอกประยุทธ์เป็นผู้นำในทำการรัฐประหาร ปัจจุบันเป็นนายกรัฐมนตรีเถื่อน หัวหน้ากบฏ คสช. และควบตำแหน่งต่างๆ อีก 14 ตำแหน่งครอบคลุมงานด้านสังคม และเศรษฐกิจหลายด้าน (ฆาตกรที่ยังลอยนวล)
.

ขณะที่ฝ่ายพลเรือน นายจุตพร พรหมพันธุ์ เป็นแกนนำเสื้อแดง นปช. หลังประกาศยุติการชุมนุม เขาและแกนนำนปช. 5 คน เข้ามอบตัวกับที่สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ และถูกคุมตัวไปค่ายนเรศวร จังหวัดเพชรบุรี หลังการเลือกตั้งปี 2554 ได้รับเลือกเป็น ส.ส. พรรคเพื่อไทย ปี 2557 รับตำแหน่งประธานนปช. จนถึงปัจจุบัน ขณะนี้เขาและแกนนำนปช. อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีก่อการร้ายจากการชุมนุม
.

เช่นเดียวกับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำหลักของคนเสื้อแดง นปช. หลังพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งปี 2554 ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปีถัดมาเป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์ ส่วนปี 2557 เป็นเลขาธิการ นปช.จนถึงปัจจุบัน.....
— with Red Thai V2.

ข้อเท็จจริง 10 ประการเกี่ยวกับประเทศไทยสมัยปัจจุบัน แปลจาก Ten facts about modern Thailand by Andrew MacGregor Marshall (แปลโดย Anonymous Lao)

ข้อเท็จจริง 10 ประการเกี่ยวกับประเทศไทยสมัยปัจจุบัน
แปลจาก Ten facts about modern Thailand by Andrew MacGregor Marshall
(แปลโดย Anonymous Lao)

Thai version >>> http://on.fb.me/v0tQbv
English version>>> http://on.fb.me/uAT8zz



ผมได้เขียนรีวิวหนังสือฉบับใหม่ซึ่งเขียนเกี่ยวกับกษัตริย์ของประเทศไทย ได้แก่หนังสือ "King Bhumibol Adulyadej: A Life's Work"
I'm writing a review on the new book about Thailand's king, "King Bhumibol Adulyadej: A Life's Work".


โดยส่วนหนึ่งของรีวิวนั้นผมคิดว่าคงจะเป็นประโยชน์ที่จะลำดับข้อเท็จจริงบางอย่างเกี่ยวกับประเทศไทยที่บรรดาสื่อต่างๆ ปฏิเสธที่จะกล่าวถึง ซึ่งข้อเท็จจริงต่างๆ มีดังนี้
As part of my review I thought it would be useful to make a list of facts about Thailand that the media refuses to acknowledge. Here's the list so far. More suggestions welcome:


1. กษัตริย์ภูมิพลยิงปืนสังหารกษัตริย์อานันทมหิดลพี่ชายของเขาในปีค.ศ.1946 แม้อาจเป็นไปโดยอุบัติเหตุ แต่ข้อเท็จจริงข้อนี้คือสิ่งที่พระราชวังหวาดกลัวการเปิดเผยอย่างที่สุด
1. Bhumibol shot his brother Ananda through the head, probably by accident, in 1946. This fact explains the palace's terror of the truth.


2. ราชวงศ์จักรีของไทย ไม่ได้เป็น "ที่เคารพบูชาในใจคนไทยทุกคน" อีกต่อไป มีคนไทยจำนวนมากหันหลังให้กับความศรัทธาต่อราชวงศ์
2. Thailand's monarchy is no longer "universally revered". A great many Thais have lost faith in the monarchy.


3. การต่อต้านราชวงศ์ เช่นพวก "ตาสว่าง" เป็นความเคลื่อนไหวมวลรวมที่ก่อตัวขึ้นมาแล้วอย่างน้อยสามปี
3. Anti-monarchy "taa sawang" Thais have been a mass movement in Thailand for at least 3 years.


4. กษัตริย์ภูมิพล และราชินีสิริกิติ์ หย่าร้างแยกกันอยู่มานานแล้วตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1980s และทั้งสองเก็บซ่อนความชิงชังต่อกันไว้ข้างใน
4. Bhumibol and Sirikit have been estranged since the mid-1980s. They hate each other.


5. สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ร่ำรวยขึ้นอย่างรวดเร็วและกะทันหัน (อย่างน้อย สี่หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) แต่มูลค่ามหาศาลนี้เองคือกุญแจสู่การต่อสู้กันเพื่อช่วงชิงการสืบราชสันติวงศ์
5. The Crown Property Bureau has immense wealth (at least $40 billion) and the cash issue is a key factor in the succession battle.


6. พระบรมวงศานุวงศ์นั้นหาได้มีความเป็นเอกภาพเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และมีอย่างน้อยสามฝ่ายที่แข่งขันต่อสู้กันและยังเข้าแทรกแซงการเมืองของประเทศไทยอยู่เสมอ
6. The palace is not a unified entity but at least three competing factions who ceaselessly meddle in Thai politics.


7. ยังมีคนไทยจำนวนมากที่ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งเกี่ยวกับพระราชวงศ์ และยังมีความรู้สึกสงสารพระเจ้าอยู่หัว ด้วยเหตุนี้เมื่อใดที่กษัตริย์ภูมิพลสวรรคต เกม-โอเวอร์ แน่นอน
7. Most Thais are deeply ambivalent about the monarchy but feel sorry for Bhumibol. When he dies, game over.


8. กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ(lese majeste) และความหวาดกลัวต่อความจริงทำให้ในประเทศไทยหลงเหลือแต่ชนชั้นปกครองที่สติปัญญาแคะแกร็นและไม่เพียงพออย่างยิ่ง
8. The lese majeste law and terror of the truth in Thailand have left the ruling classes intellectually stunted and inadequate.


9. การที่พระราชินีสิริกิติ์ตัดสินใจไปเป็นเจ้าภาพงานศพ "น้องโบว์" ในเดือนตุลาคมปี ค.ศ. 2008 นั้นทำให้เกิดมหัตภัยที่ก่อความพินาศครั้งร้ายแรงต่อราชวงศ์ของไทย
9. Queen Sirikit's decision to preside at Nong Bow's funeral in October 2008 was a massive self-inflicted disaster for the Thai monarchy.


10. การให้สัมภาษณ์อย่างโอเวอร์เกินจริงของเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ในรายการของนายวู้ดดี้ปีนี้(ค.ศ.2011) เป็นอีกความพินาศที่ส่งครั้งใหญ่ผลต่อราชวงศ์เช่นกัน
10. Chulabhorn's surreal interview with Woody this year was another massive disaster for the Thai monarchy.

2ปี(ไม่)เสียของ

2ปี(ไม่)เสียของ

 

2 ปีการยึดอำนาจของ คสช.จากเป้าหมายที่ประกาศอย่างสวยหรูจะ "ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง" คืนความสุขให้ประเทศและประชาชน โดยเฉพาะการสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่วันนี้ดูเหมือนยิ่งเดินยิ่งไกลจากเป้าหมาย โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำและความแตกแยก  รัฐประหารครั้งนี้ "เสียของ" หรือสอบผ่าน ประชาชนคือผู้ให้คำตอบที่ดีที่สุด

 

 

คนตายที่ไม่ถูกลืม!

 

เหตุการณ์พฤษภาเลือด 2553 ซึ่งมีคนตายถึง 99 ศพและบาดเจ็บพิการเกือบ 2,000 คนผ่านไป 6 ปี ขณะที่วาทกรรม "เผาบ้านเผาเมือง" ยังเป็นวาทกรรมเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับ  "คนสั่ง" และ "คนฆ่า" ที่ยังลอยหน้าเป็นคนดี แต่ญาติพี่น้องผู้สูญเสียและประชาคมโลกไม่มีวันลืม

 

 

คลิกอ่าน "โลกวันนี้รายวัน"

ฉบับล่าสุด ศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม 2559 ได้ที่นี่

 

http://www.lokwannee.com/newspaper/20may2016.pdf

 

ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์

อ่านฟรี "โลกวันนี้รายวัน"

ได้ที่ www.LokWanNee.com

สิ่งที่สังคมพึงปรารถนา คือ "ความเงียบสงบ" มิใช่ "ความเงียบสงัด"

ถึง ผู้อ่านทุกท่าน

หวังว่าเราจะคิดตรงกันว่า 'ความเงียบ' ที่สังคมพึงปรารถนา คือ "ความเงียบสงบ" มิใช่ "ความเงียบสงัด"

ครบรอบ 24 เดือนหลังการรัฐประหาร จึงเป็นอีกวาระหนึ่งที่จะทบทวนบทเรียนจากการบริหารความเงียบและความดังในสังคมนี้ว่า คสช. มีวิธีการรับมือกับประชาชน ที่กำลังรอการคืนความสุขอย่างไร

ที่ผ่านมา แม้จะยกเลิกกฎอัยการศึกมาได้หนึ่งปีเศษ แต่การเปลี่ยนมาใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 ที่ออกโดย "มาตรา 44" ไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือบรรเทา การใช้อำนาจเพื่อปราบปรามประชาชนที่ใช้เสรีภาพในการแสดงออก อย่าง การชุมนุม การจัดงานเสวนา หรือแม้แต่การโพสต์สเตตัสเฟซบุ๊ก แต่อย่างใด

ซ้ำร้ายรูปแบบและวิธีการกลับพัฒนาตัวจนเข้มแข็งและเข้มข้นมากขึ้น นับจนถึงวาระ 24 เดือน ทหารวางระบบให้สถาบันของทหารเองมีอำนาจอย่างสมบูรณ์ครบทั้งวงจรของกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่การจับกุม ควบคุมตัว สอบสวน ฟ้องคดี ตัดสินคดี และดูแลเรือนจำ

รายงานฉบับนี้มีความมุ่งหวังว่า สังคมจะได้รู้ ได้เห็น ถึงกลไกที่รัฐใช้เพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเมื่อรัฐอ้างว่ามันเป็นไปตาม "กระบวนการยุติธรรมปกติ" ส่วนเมื่ออ่านแล้วผู้อ่านแต่ละคนจะเข้าใจและมีความเชื่ออย่างไรก็สุดแล้วแต่จะคิดเห็นไปตามประสบการณ์ของแต่ละคน

ท่านสามารถอ่านบทสรุปรายงาน 24 เดือนคสช.: เมื่ออำนาจทหารอยู่เหนือระบบยุติธรรม ได้ที่ http://goo.gl/JehwFl

หรือ อ่านรายงานแต่ละส่วนได้ที่

http://goo.gl/NLoFsj >> เมื่อทหารทำตัวเป็นตำรวจ

http://goo.gl/30Wn1e >> เมื่อทหารทำตัวเป็นศาลและอัยการ

http://goo.gl/pkA73C >> เมื่อทหารทำตัวเป็นผู้คุม

http://goo.gl/L7Uz4m >> เมื่อทหารทำตัวเป็น "กองเซ็นเซอร์"
และ

http://goo.gl/mHUOZ3 >> เมื่อทหารไม่ได้คืนแต่ "ความสุข"
-

Cr. iLaw


บุญ จะสำเร็จได้ ก็ด้วยมือของพี่น้องและผองเพื่อนทุกท่า่น ครับ

บุญ จะสำเร็จได้ ก็ด้วยมือของพี่น้องและผองเพื่อนทุกท่า่น ครับ 

----------------------------------------------------------------------------

เนื่องด้วยวันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 มีเหตุการณ์เนื่องด้วยพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้น 3 ประการ คือ เป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ที่ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติ เมื่อปี พ.ศ.2542 ประกาศยกย่องให้วันวิสาขบูชาเป็น วันสำคัญสากลของโลก ในปี พ.ศ.2559 นี้ 

-
วันวิสาขบูชา ตรงกับวันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม วัดพระธรรมกายและกัลยาณมิตรทั่วทั้งโลกจึงจัดงานส่งเสริมพระพุทธศาสนาโดยภาคเช้าเป็นพิธีตักบาตรพระภิกษุสงฆ์ จำนวน 3,000 รูป โดยมีพระครูวินัยธรไพบูลย์ ธัมมวิปุโล ผู้ช่วยเจ้าอวาสวัดพระธรรมกาย เป็นประธานสงฆ์ ภาคสาย พุทธศาสนิกชนสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยและเจริญสมาธิภาวนา ภาคบ่าย เป็นพิธีอุปสมบทอุทิศชีวิตของสามเณร จำนวน 17 รูป ณ อุโบสถ วัดพระธรรมกาย ได้รับความเมตตาจากพระมหาโพธิวงศาจารย์ เจ้าอาวาสวัดราชโอรสาราม (ป.ธ.9, ราชบัณฑิต) เป็นพระอุปัชฌาย์ ภาคค่ำ เป็นพิธีจุดวิสาขะประทีปถวายเป็นพุทธบูชาและเวียนประทักษิณรอบองค์พระประธาน

-
นอกจากนี้ต่างประเทศยังได้จัดกิจกรรมงานวิสาขบูชาเช่นกัน อาทิ 

วัดพระธรรมกายสิงคโปร์ 

วัดพระธรรมกายโตเกียว 

ศูนย์ปฏิบัติธรรมกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย,

วัดพระธรรมกายเมลเบิร์น 

ศูนย์ปฏิบัติธรรมอินโดนีเซีย 

ศูนย์ปฏิบัติธรรมมองโกเลีย 

วัดพระธรรมกายปารีส, 

วัดพระธรรมกายลอนดอน,

วัดพระธรรมกายนิวเจอร์ซี่,

วัดพระธรรมกาย ดี.ซี. 

วัดพระธรรมกายฟลอริดา,

วัดพระธรรมกายแคลิฟอร์เนียร์ เป็นต้น 

-
ที่น่าประทับใจคือรัฐบาลอินโดนีเซียมอบให้สมาคมวาลูบี้องค์กรพุทธในอินโดนีเซียจัดเฉลิมฉลองงานวิสาขบูชาอย่างเป็นทางการที่บุโรพุทโธ ซึ่งศูนย์ปฏิบัติธรรมอินโดนีเซียได้ร่วมกับองค์กรพุทธจัดลอยโคมสันติภาพ 5,000 ดวง รวมถึงจัดธุดงค์ปฏิบัติธรรมรอบมหาเจดีย์บุโรพุทโธระหว่างวันที่ 21-22 พฤษภาคม พ.ศ. 2559นี้ 

-
สำหรับการบวชผู้นำอุบาสิกาแก้ว ฉลองสัปดาห์วันวิสาขบูชา ที่วัดพระธรรมกายระหว่างวันที่ 13 – 20 พฤษภาคมที่ผ่านมาได้รับการตอบรับจากประชาชนดีมาก โดยผู้ที่ผ่านโครงการแล้วจะไปจัดบวชอุบาสิกาแก้ว 1 ล้านคนต่อไป

-
Cr. Matichon




ขอแรงพี่น้อง โปรดร่วมมือรวมใจ กันอีกครั้งเพื่อปกป้องพระศาสนา

อีกครั้ง พี่น้อง โปรด..... ร่วมใจปกป้อง หลวงพ่อ และพระศาสนา
-
สภาพในปัจจุบัน เราท่านก็ได้เห็นกันอยู่เต็มตา ถึง อำนาจของ ทรราช คสช. และเครือข่าย ที่ไม่ใช่มุ่งร้ายต่อแค่ประชาชนภายในชาติเท่านั้น
-
หากแต่ ทรราช คสช. ยังลุแก่อำนาจ หวังที่จะปล้นเงินของวัดพระธรรมกายอีกด้วย หากเราท่านอยู่เฉย ไฉนเลย เราจะมีศาสนาไว้พึ่งพิง
-
ทรราช คสช. มันต้องการแค่เงินบริจาค และเข้ายึด วัด พระธรรมกาย แม้วัด พระธรรมกายจะไม่มีความผิด แต่............ กลุ่มพวกมารศาสนาก็จะยัดข้อหาต่างๆนา ให้จงได้.............. แหละนั้นคือความจริง ที่ ทรราช คสช.3 และเครือข่ายได้ กระทำต่อประชาชน และ วัดพระธรรมกาย
-
เราท่าน สามารถหยุดการกระทำ ของ พวกมารศาสนาเหล่านี้ได้ ด้วยการร่วมลงชื่อ และร้องขอความช่วยเหลือจาก สหรัฐ อเมริกา
-
จงร่วมมือร่วมใจกันปกป้องพระศาสนา และวัดธรรมกาย
-
แค่ ลงชื่อและนามสกุล พร้อม Emailเท่านั้น เราท่านก็สามารถ หยุดความชั่วของ เหล่า ทรราช คสช. ได้แล้ว สำหรับช่องนี้
-
ตามรายละเอียดดั่งต่อไปนี้
-
เสรีชน


Needs 97,770 signatures by June 17, 2016 to get a response from the White House USA
*****************************************
Please share widely!!! ช่วยกันลงชื่อและส่งต่อให้มากที่สุด

Please sign this White House Petition to help Ven. Dhammajayo asap! If we get 100,000 signatures by June 17, President Obama and his administration will personally respond! Please verify your signature via email as well.

ขอเชิญลงชื่อในคำร้องของทำเนียบขาวเพื่อช่วยหลวงพ่อธัมมชโยค่ะ ถ้ามีคนลงชื่อถึง 100,000 คน ภายในวันอาทิตย์ที่ 17 เดือนมิถุนายน ท่านประธานาธิปดีโอบามาและคณะจะมาพิจารณาโดยตัวท่านเองค่ะ ตอนนี้ต้องการรายเซ็น 100,000 ชื่อ โดยเร็วที่สุด (กรุณายืนยันรายเซ็นทางอีเมลด้วยค่ะ) มาช่วยหลวงพ่อกันนะคะ ขออนุโมทนาบุญกับลูกหลวงพ่อทุกๆท่าน

โครงสร้างอำนาจที่ปกป้องคนผิดให้ลอยนวล (ตอนที่ 1)

โครงสร้างอำนาจที่ปกป้องคนผิดให้ลอยนวล  (ตอนที่ 1)

-
Thu, 2016-05-19 23:50

-
19-22 พฤษภาคม 2559 เป็นห้วงเวลาที่คาบเกี่ยวกันระหว่างการครบรอบ 6 ปีเหตุการณ์สลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงในปี 2553 และครบรอบ 2 ปีการรัฐประหาร 2557 เรายังเห็นตัวละครมากหน้าหลายตาที่เกี่ยวพันกับการสลายการชุมนุมยังคงโลดแล่นบนเวทีการเมืองในบทบาทต่างๆ โดยที่มลทินจากอดีตไม่ส่งผลใดๆ และมือของกระบวนการยุติธรรมก็เอื้อมไปไม่ถึง
-
อันที่จริงไม่ใช่แค่เหตุการณ์ปี 2553 แต่ก็ทุกๆ เหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองตั้งแต่ 6 ตุลาคม 2519 นั่นแหละ สิ่งนี้คือวัฒนธรรมที่ฝังลึกอยู่ในสังคมไทย 'วัฒนธรรมการพ้นผิดลอยนวล' (Impunity) ที่ผู้มีอำนาจไม่เคยต้องรับผิดชอบใดๆ ต่อความรุนแรงที่กระทำต่อประชาชน เพราะมีโครงสร้างอำนาจคอยโอบเอื้อให้สิ่งนี้คงอยู่
-
รศ.พวงทอง ภวัครพันธุ์ จากภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ประสานงานศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายกาารชุมนุม เม.ย.-พ.ค. 53 (ศปช.) คือผู้ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการผลักดันให้มีการดำเนินคดีกับผู้สั่งการในกรณีพฤษภาคม 2553 และกรณีอื่นๆ
-
บทสนทนาต่อไปนี้จะฉายภาพให้เห็นว่า มีความพิกลพิการใดที่ทำให้ความยุติธรรมไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย
-
อาจารย์มาสนใจประเด็นการนำผู้สั่งการให้เกิดความรุนแรงกับประชาชนได้อย่างไร

พวงทอง: เราก็สนใจในฐานะนักศึกษาธรรมศาสตร์และนักกิจกรรม ตอนเป็นเด็กกิจกรรมก็ต้องจัดนิทรรศการ 6 ตุลาทุกปี เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรารับรู้ประวัติศาสตร์การเมืองของไทยว่าคืออะไร ตอนปี 2535 ก็เป็นช่วงที่อยู่ในกลุ่มผู้ประท้วงด้วย แต่เป็นช่วงที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ แต่ช่วงเหตุการณ์อยู่เมืองไทย พอหลังเกิดเหตุการณ์ไม่นานก็กลับไปเรียนหนังสือต่อ ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการค้นหาความจริงเท่าไหร่ แต่มาแอคทีฟตอนกลับมาเป็นอาจารย์และเกิดเหตุการณ์ปี 2553 แต่ก็เป็นความรับรู้มาตลอดว่าสังคมไทย ผู้มีอำนาจทำผิดแล้วไม่ต้องรับผิด ซึ่งเราก็รู้สึกได้เวลาที่เจอพวกญาติๆ คนเป็นพ่อเป็นแม่ แล้วก็เป็นความสนใจทางวิชาการด้วยที่เราสนใจเรื่องความรุนแรง

-
ความรู้สึกว่ามันไม่แฟร์ มันเยอะ คุณอยู่ในประเทศนี้ ถ้าคุณสนใจการเมือง คุณจะรู้สึกว่ามีสิ่งที่ไม่ยุติธรรมเยอะมากๆ ในทุกระดับ ไม่ใช่แค่การเมืองส่วนกลาง คุณแตะไปตรงไหน คุณจะเจอปัญหาเรื่องความยุติธรรมเต็มไปหมด ความยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมด้วย ที่เกี่ยวกับกระบวนการทางการเมืองด้วย

-
การจะเอาชนชั้นที่กระทำผิดเข้าคุกได้ สังคมโดยรวมต้องมองประเด็นนี้ใหม่ด้วย ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับข้อมูล บางทีก็เป็นข้อมูลพื้นๆ ที่เกิดขึ้นเท่านั้นเอง อย่างกรณีอาร์เจนตินา เขาใช้เวลาต่อสู้ 30 ปีกว่าจะนำพวกผู้นำทหารที่เกี่ยวข้องกับการอุ้มหายคนเกือบ 30,000 คนมาลงโทษได้ ตอนแรกคนก็ไม่สนใจ พวกแม่ก็ประท้วงทุกวันพฤหัสบดี ตอนบ่าย ตรงจตุรัสของเมือง พอรัฐบาลทหารลงจากอำนาจก็มีการนิรโทษกรรมโดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะรู้สึกว่าต้องประนีประนอมกับทหาร กลัวทหารจะยึดอำนาจอีก

-
คุณอยู่ในประเทศนี้ ถ้าคุณสนใจการเมือง คุณจะรู้สึกว่ามีสิ่งที่ไม่ยุติธรรมเยอะมากๆ ในทุกระดับไม่ใช่แค่การเมืองส่วนกลาง คุณแตะไปตรงไหน คุณจะเจอปัญหาเรื่องความยุติธรรมเต็มไปหมด

-
แต่ช่วงของการต่อสู้ มีการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้นๆ เรื่อยๆ ว่าเขาทำอะไรบ้างกับคนที่หายไป วันหนึ่งนายทหารคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเอาศพคนที่ยังไม่เสียชีวิตไปโยนทิ้งกลางทะเลก็ออกมา นี่เป็นวิธีหนึ่งที่อาร์เจนตินาทำ ก็คือคุณจับเขาไปขัง ทรมาน ซ้อม รีดข้อมูล เสร็จแล้วก็ฉีดยา ถอดเสื้อผ้าหมด พาขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปโยนทิ้งกลางทะเล ซึ่งมีศพเป็นร้อยลอยมาเกยตื้นตามชายฝั่งของประเทศอาร์เจนตินาและประเทศเพื่อนบ้าน พิสูจน์ศพแล้วพบว่าตกลงมาจากที่สูง ทหารคนนี้ที่เกี่ยวข้องก็ทนไม่ได้หลังจากผ่านมา 20 ปี เขาฝันร้ายตลอดเวลา เพราะคนที่เขาทิ้งไปยังไม่ตาย บางคนก็สลึมสะลือ มันก็หลอนเขา ก็เกิดการรื้อฟื้นใหม่

-
บางทีข้อมูลพื้นๆ ที่ทำให้เห็นว่ามันโหดร้ายขนาดนี้ มันช็อกคน คนส่วนใหญ่ไม่ได้อยากรู้เรื่องราวความโหดร้าย แต่คนเหมือนถูกมอมยา อยากเชื่อว่าสังคมตัวเองดี แต่วันหนึ่งที่ข้อมูลถูกเปิดเผยมากขึ้น คนก็รู้สึกว่าการทำแบบนี้มันไม่ถูก อีกอย่างก็คือทหารหมดอำนาจ มีการขุดคุ้ยข้อมูลการคอร์รัปชั่น ความไม่โปร่งใส การเล่นพรรคเล่นพวก นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หรือแม้แต่การตัดสินใจผิดที่ทำสงครามหมู่เกาะฟอล์คแลนด์กับอังกฤษ คนก็ไม่พอใจรัฐบาลทหารมาก หมายความว่ามันเกิดการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องใดเรื่องหนึ่งหรืออาจจะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วไปกระทบส่วนอื่นๆ ด้วย

-
ในสังคมไทย วัฒนธรรมการพ้นผิดลอยนวลไม่ใช่แค่คนระดับอีลีท แต่มันแพร่กระจายไปในทุกระดับ เช่น ถ้าคุณถูกใบสั่ง คุณก็อาจให้เพื่อนช่วย ไม่ยอมเสียเงิน

พวงทอง: การทำแบบนี้ได้ทั้งในระดับล่างและระดับบน มันสะท้อนความเป็นเครือข่ายอุปถัมภ์ สังคมนี้เป็นสังคมที่ใช้เส้นสายเยอะมากๆ แม้กระทั่งการไม่ต้องรับผิดก็เกี่ยวข้องกับระบบเส้นสาย แต่เป็นเส้นสายที่ใหญ่มากๆ เป็นเรื่องโครงสร้างอำนาจ

-
การนำคนมารับผิด การนิรโทษกรรม การปรองดอง ต่างก็มีความเกี่ยวพันกัน มีผลต่อกันเวลาปฏิบัติ เช่น จะปรองดองก็ต้องนิรโทษ ไม่เอาผิด หรือถ้าจะเอาผิดก็กลัวว่าจะไม่เกิดความปรองดอง เป็นความเกี่ยวโยงที่ซับซ้อนและเหมือนจะปะทะขัดแย้งกันอยู่ในตัว

พวงทอง: ดิฉันคิดว่าคนไทยเวลามองเรื่องปรองดองเป็นการมองที่คับแคบ คิดว่าการปรองดองคือการที่ไม่ต้องรื้อฟื้นสิ่งที่เกิดขึ้น ยอมๆ กันไป อโหสิกรรมไป เพราะถ้ายิ่งไปติดตามเอาผิดกับคนที่ทำผิดจะยิ่งเกิดความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น เพราะคนที่ใช้ความรุนแรงนั้นมีเครือข่ายของตัวเอง ยังมีอำนาจอยู่ และแทนที่จะลงจากอำนาจ สมมติกรณีที่ทหารทำผิดแล้วพ่ายแพ้ในทางการเมือง ยอมลงจากอำนาจ ถ้าคุณไปเอาผิดเขา ในที่สุดเครือข่ายของเขาอาจจะไม่ยอม กลับมายึดอำนาจ นี่คือสิ่งที่สังคมไทยทำมาตลอด

แล้วคนที่มักจะเน้นย้ำประเด็นนี้คือคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงกับประชาชน อย่างกรณี 6 ตุลา คุณจะเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นชนชั้นนำฝ่ายขวาที่บอกให้ลืมๆ กันไป อย่าไปรื้อฟื้น อย่าไปขุดคุ้ย เรื่องมันผ่านมานานแล้ว ซึ่งเท่ากับเป็นการปกป้องตัวเอง การพูดแบบนี้ คนไทยบอกว่านี่คือการปรองดอง แต่สำหรับดิฉันนี่คือการลงโทษเหยื่อซ้ำสอง เหยื่อในที่นี้ ไม่ใช่แค่ผู้ที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ แต่ต้องรวมญาติของเขาด้วย แล้วเขาต้องทนทุกข์อีกยาวนานหลายปี ญาติคน 6 ตุลา หลายคนยังเจ็บปวดอยู่เลยทั้งที่ผ่านมา 40 ปีแล้ว เขายังเจ็บปวดกับความยุติธรรมที่เขาไม่ได้รับ เท่ากับเขาโดนซ้ำสอง นอกจากสูญเสียคนที่เขารักแล้ว เขายังต้องก้มหน้ายอมจำนนกับความอยุติธรรมนี้อีก ดิฉันไม่ได้มองว่านี่คือการปรองดอง แต่เป็นการเหยีบย่ำเหยื่อครั้งที่สอง

การทำแบบนี้จะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้มีอำนาจในอนาคตไม่รู้สึกกลัวว่าจะต้องรับผิด แล้วก็จะทำอาชญากรรมกับประชาชนอย่างกว้างขวางได้อีก เพราะเชื่อว่าถึงที่สุดแล้ว วัฒนธรรมปรองดองแบบไทยๆ จะช่วยปกป้องคุ้มครองเขา และเขาก็เชื่อว่าเครือข่ายซึ่งอาจจะอยู่นอกเหนือตัวรัฐบาล นอกเหนือจากกองทัพ องค์กรทั้งหลายแหล่ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมก็จะช่วยปกป้องเขาด้วย ดิฉันจึงมองไม่เห็นว่าวิธีการแบบนี้จะทำให้สังคมไทยหลุดพ้นจากการที่รัฐใช้อำนาจปราบปรามประชาชนตามอำเภอใจได้อย่างไร ดิฉันเชื่อว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นอีก ตราบใดที่เราไม่สามารถจะเอาผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงมาลงโทษได้

-
ทีนี้ เวลาที่เราพูดถึงการลงโทษ ดิฉันไม่ได้คิดว่าจะต้องเป็นการลงโทษด้วยวิธีการเดียวเท่านั้น คือดิฉันก็ยังรู้สึกว่า โอเคล่ะ การปรองดองก็มีระดับหนึ่งที่จะต้องผ่อนปรนกันบ้าง ยืดหยุ่นกันบ้าง แต่มีหลักบางหลักที่ยืดหยุ่นไม่ได้ คือหลักที่คุณทำผิดแล้วต้องรับผิด แต่ว่าจะลงโทษหนักเบาอย่างไร ตรงนี้ถ้าคำนึงถึงการปรองดองก็อาจจะลดโทษของเขาลง สำหรับดิฉัน การปรองดองที่ดิฉันยอมได้คือต้องมีการดำเนินคดีอาญาที่โปร่งใส่ ทุกส่วน ไม่ว่าคุณจะเป็นจำเลยหรือโจทก์ ก็ต้องเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่เป็นกลางและโปร่งใส และทำให้ประชาชนเห็นว่าคนที่ทำผิดนั้นทำผิดอย่างไร ต้องมีการตัดสินว่าทำผิด หลังจากนั้นถ้าสังคมรู้สึกว่าถ้าลงโทษเขาแรงจะนำไปสู่ความขัดแย้ง คุณก็อาจลดโทษ ผ่อนผัน จากจำคุกตลอดชีวิตเป็นขังไว้ในบ้านตลอดชีวิตก็ได้

-
การผ่อนปรนคือลักษณะนี้ แต่อย่างน้อยที่สุดต้องหาให้ได้ว่าใครเป็นคนทำและทำให้คนที่ทำผิดนั้นยอมรับว่าตัวเองกระทำผิด

-
อย่าไปรื้อฟื้น อย่าไปขุดคุ้ย เรื่องมันผ่านมานานแล้ว...การพูดแบบนี้ คนไทยบอกว่านี่คือการปรองดอง แต่สำหรับดิฉันนี่คือการลงโทษเหยื่อซ้ำสอง เหยื่อในที่นี้ ไม่ใช่แค่ผู้ที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ แต่ต้องรวมญาติของเขาด้วย...ญาติคน 6 ตุลา หลายคนยังเจ็บปวดอยู่เลยทั้งที่ผ่านมา 40 ปีแล้ว เขายังเจ็บปวดกับความยุติธรรมที่เขาไม่ได้รับ

-
นิรโทษกรรมเหมาเข่งที่ผ่านมาคงเป็นตัวอย่างหนึ่งของวัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวล แต่การนิรโทษกรรมก็นับว่าเป็นกระบวนการที่หลายฝ่ายเรียกร้อง คำถามคือเราจะนิรโทษกรรมอย่างไรที่จะไม่ส่งเสริมการพ้นผิดลอยนวล

-
พวงทอง: กรณี พ.ร.บ.เหมาเข่ง ตอนนั้นดิฉันก็ออกมาประณามพรรคเพื่อไทยด้วยว่าสิ่งที่เขาทำเป็นการทรยศต่อประชาชน จนป่านนี้พรรคเพื่อไทยก็ยังไม่ออกมาขอโทษเลย ดิฉันเชื่อว่าประชาชน โดยเฉพาะญาติของผู้ที่สูญเสียรอคำขอโทษนี้อยู่ ถ้าคุณไม่ขอโทษ นี่จะเป็นตราบาปที่ติดตัวบรรดา ส.ส. ที่โหวตให้ พ.ร.บ.เหมาเข่งผ่าน

-
มันมีอยู่สองส่วน โดยใจจริงดิฉันแล้ว ในช่วงที่ผ่านมาเมื่อกลับมาทบทวนเกี่ยวกับการนิรโทษกรรม ดิฉันก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมอย่างเท่าเทียมกันทุกฝ่าย ในส่วนของแกนนำ ผู้นำที่เกี่ยวข้อง ดิฉันไม่เห็นด้วยอยู่แล้วที่ให้นิรโทษกรรม แม้กระทั่งในส่วนของประชาชนเอง การนิรโทษกรรมทุกคนโดยไม่ต้องพิจารณาว่าใครทำอะไรผิดมากน้อยอย่างไร ก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกเหมือนกัน

-
ดิฉันเห็นด้วยกับข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ที่ให้มีการตั้งคณะตุลาการพิเศษขึ้นมาเพื่อพิจารณาคดีความทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับประชาชน แล้วดูว่าคดีไหนที่อ่อนมากๆ มีเหตุจูงใจทางการเมือง หลักฐานมีปัญหา ซึ่งดิฉันมองว่าหลักฐานในคดีที่เกี่ยวข้องกับประชาชนทั่วไปมีปัญหาเยอะมากๆ คนเหล่านี้สมควรได้รับการนิรโทษกรรม โดยเฉพาะคนที่ทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปร่วมชุมนุม หรือถูกจับในเวลากลางคืน แล้วก็ถูกศาลตัดสิน หกเดือนบ้าง ปีหนึ่งบ้าง บางคนรอลงอาญาบ้าง คนเหล่านี้แม้จะหลุดออกจากคุกมาแล้วก็สมควรจะได้รับนิรโทษกรรม ความผิดที่ติดอยู่ในประวัติของเขาควรต้องถูกลบล้างออกไป เพราะคนเหล่านี้จะไม่สามารถรับราชการได้ถ้ามีคดีอาญาติดตัว

-
สอง-คนที่ยังติดคุกอยู่ในคดีอาญาข้อหาร้ายแรง กลุ่มของ ศปช. (ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายกาารชุมนุม เม.ย.-พ.ค. 53) ที่ทำรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ปี 2553 เราก็พบว่ามีหลายกรณีที่หลักฐานอ่อน มีปัญหามาก เช่นกรณีหนึ่งเจ้าหน้าที่ของ กอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน) ยืนยันว่าตัวเขากับนายคนนี้เข้าไปร่วมกันดับไฟ แต่คนที่ว่าก็ถูกตัดสินจำคุก 34 ปี คนจำนวนมากที่ถูกข้อหาเผาศาลากลาง มันไม่ได้มีหลักฐานชัดเจนว่าเขาเป็นคนเผา แต่เขาอยู่ในบริเวณศาลากลาง มันมาจากรูปถ่ายเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อพิจารณาแต่ละกรณีจะเห็นว่ามีหลายกรณีที่หลักฐานอ่อนมากๆ คนเหล่านี้สมควรได้รับการนิรโทษกรรม

-
แต่ถ้าในกรณีที่มีหลักฐานชัดเจน จะมากจะน้อย คนเหล่านั้นก็ต้องรับผิดชอบ เพราะนี่จะเป็นบทเรียนในอนาคตว่า ประชาชนเองก็ไม่สามารถใช้ความรุนแรงได้ง่ายๆ อีกต่อไป แต่ปัญหาก็คือว่าในกรณีของไทยที่ผ่านมา เวลานิรโทษกรรม เขานิรโทษกรรมให้กับคนมีอำนาจมากกว่า แล้วประชาชนก็ได้รับผลพลอยได้ไปด้วย คราวนี้ในกรณีเสื้อแดง ปี 2553 สิ่งที่เราเห็นคือประชาชนถูกลงโทษไปแล้ว ถูกตัดสินจำคุกไปเยอะมาก กรณี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นี่หลายร้อยรายเลย แล้วกรณีคดีอาญาร้ายแรงอย่างเผาศาลากลางก็ติดคุกไปแล้ว

-
กรณี พ.ร.บ.เหมาเข่ง ตอนนั้นดิฉันก็ออกมาประณามพรรคเพื่อไทยด้วยว่าสิ่งที่เขาทำเป็นการทรยศต่อประชาชน จนป่านนี้พรรคเพื่อไทยก็ยังไม่ออกมาขอโทษเลย

-
หรือแม้กระทั่งกรณีเผาเซ็นทรัลเวิร์ลที่เชื่อว่าเป็นฝีมือของคนเสื้อแดง ในที่สุดก็ยกฟ้องหมดเลยทุกคน ไม่มีคนผิดในกรณีนี้ ศาลก็ยืนยันว่าคนเสื้อแดงที่ถูกจับไม่เกี่ยวข้อง หลักฐานสำคัญที่ช่วยดีเฟนด์คนเหล่านี้ก็คือเจ้าหน้าที่ของบริษัทเซ็นทรัลพัฒนาเองที่เกี่ยวข้องกับระบบป้องกันอัคคีภัย เขาก็ยืนยัน แต่คนเหล่านี้ก็ถูกขังไปแล้วระหว่างพิจารณาคดีเป็นปี แต่คนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าคนเสื้อแดงเป็นคนเผาเซ็นทรัลเวิร์ลอยู่ เพราะสื่อส่วนใหญ่ไม่ยอมเสนอ สื่อที่ต่อต้านคนเสื้อแดงไม่ยอมเสนอข้อมูลเหล่านี้ ไปถามคนกรุงเทพทั่วไปก็ยังเชื่อว่าคนเสื้อแดงเป็นคนเผาเซ็นทรัลเวิร์ลอยู่ ทั้งที่ยกฟ้องไปแล้ว

-
แล้วสรุปว่าใครเผา

-
พวงทอง: กรณีนี้หัวหน้าป้องกันอัคคีภัยของเซ็นทรัลเวิร์ลซึ่งเป็นตำรวจระดับพันตำรวจเอก เกษียณอายุแล้ว เขาบอกว่าลำพังคนเสื้อแดงไม่มีปัญญาเผาเซ็นทรัลเวิร์ลหรอก เพราะระบบป้องกันอัคคีภัยของเขาดีที่สุดในเอเชีย ใครเอาไฟมาจุด ถ้าปล่อยให้เจ้าหน้าที่ทำงาน เดี๋ยวมันก็ดับ เขามีระบบน้ำที่เข้มแข็งมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีกลุ่มคนแต่งกายคล้ายทหารยิงใส่พวกเขา แม้กระทั่งตำรวจยังหนี ยังสู้ไม่ได้ แล้วพวกเขาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ป้องกันอัคคีภัยถูกไล่ออกมาหมด ไม่ยอมให้อยู่ เขาบอกว่าถ้าปล่อยให้เขาทำงาน ไม่ไหม้หรอก เขาเอาอยู่แน่ๆ แล้วยังบอกว่ามีที่ไหนไฟไหม้อยู่เป็นชั่วโมง รถดับเพลิงยังไม่เข้ามา แล้วบริเวณเซ็นทรัลเวิร์ลตอนที่เกิดเพลิงไหม้นั้น ผู้ชุมนุมออกไปจากพื้นที่หมดแล้ว

-
ดิฉันเห็นด้วยกับข้อเสนอของนิติราษฎร์ พูดง่ายๆ คือเราไม่ไว้ใจกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอยู่ เห็นได้ชัดอย่างกรณีคดีของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกับคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ถูกโยนไป ป.ป.ช. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) จะเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวกับคดีทางการเมือง มันมีปัญหาและถูกตั้งคำถามเยอะ แต่ที่ผ่านมามันเรียกร้องยากที่จะให้มีการตั้งคณะตุลาการพิเศษ เพราะว่าคนที่อยู่ในศาลก็จะไม่พอใจ เพราะมันเป็นสิ่งที่แสดงชัดเจนว่าเราไม่ไว้ใจเขา ดังนั้น เวลานิรโทษกรรมก็เหมือนกับว่าครอบคลุมทุกคนในส่วนขอประชาชนยกเว้นแกนนำ แต่ถามว่าโมเดลแบบไหนที่ดิฉันคิดว่าดีที่สุดก็คือโมเดลแบบนิติราษฎร์ คือตั้งคณะตุลาการพิเศษขึ้นมาพิจารณารายคดี แต่ระหว่างที่พิจารณาคนที่ติดคุกอยู่ก็ต้องให้เข้าได้ประกันตัว

-
ยุครัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีการเยียวยา 7.5 ล้านบาทให้แก่เหยื่อความรุนแรงทางในการชุมนุมทางการเมืองและกรณีความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้...

-
พวงทอง: การจ่ายค่าชดเชยเป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยา แต่ไม่ใช่ทั้งหมด การจ่ายค่าชดเชย มันแก้ปัญหาหลายอย่าง หนึ่ง-เป็นการแสดงการรับผิดของรัฐ ถึงแม้ว่าคนที่เข้ามาเป็นฝ่ายบริหารต่ออาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปราบปราม แต่คุณทำหน้าที่สืบต่อกลไกอำนาจรัฐ เมื่อเขาสูญเสียจากกลไกอำนาจรัฐ รัฐก็แสดงความรับผิดชอบ สอง-คนที่เสียชีวิต หลายคนเป็นคนที่หาเลี้ยงครอบครัวหรือเป็นคนที่หาเลี้ยงครอบครัว เป็นลูกที่กำลังจะเรียนจบ นี่เป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจและก็กระทบต่อสภาพจิตใจของคนในครอบครัวด้วย ถ้าคิดในแง่เศรษฐกิจ เขาก็ควรได้รับสิ่งเหล่านี้ มีรายหนึ่งที่พิการ คือนอกจากจะเลี้ยงดูครอบครัวไม่ได้แล้ว ยังเป็นภาระด้วย เงินชดเชยนี้จะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้

-
แต่มันไม่สามารถขจัดความทุกข์ได้ทั้งหมด มันมีกรณีที่ถูกยิง เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้ชุมนุมเลย เขาเดินออกมาทานข้าวกันกับครอบครัวแถวคลองเตย ถูกยิงที่กลางหลัง พิการ อาชีพคือเข็นรถขายของ ลูก 2 คนยังเล็กอยู่ ลูกไปโรงเรียน ภรรยาต้องดูแลสามีที่นอนพิการอยู่ที่บ้าน รายได้มาจากไหน ต้องหาหมอทุกวัน เงินชดเชยเหล่านี้ก็จะช่วยทำให้สามชีวิตในครอบครัวพอจะไปต่อได้ ซึ่งในที่สุดเขาก็เสียชีวิต

-
แต่ 7.5 ล้านก็มาพร้อมกับท่าทีว่า ให้จบๆ กันไปซะ

-
พวงทอง: มันมีหลากหลายอารมณ์ ส่วนของญาติบอกว่าไม่จบแน่ อีกอันหนึ่งเงินนี้ยังช่วยให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ที่สูญเสียลูก ด้านหนึ่งทำให้เขามีเวลา มีโอกาส คนกลุ่มนี้ส่วนมากเป็นคนหาเช้ากินค่ำ ขาดรายได้ไปวันหนึ่งก็ลำบากแล้ว แต่เงินส่วนนี้ อย่างน้อยที่สุดยังทำให้เขาสละเวลาจากการหาเช้ากินค่ำมาเคลื่อนไหว เรียกร้อง ประท้วงได้ อันนี้สำคัญ ถ้าญาติไม่ทำ เรื่องเหล่านี้จะหายไปจากสังคมไทยเร็วมาก
-

ส่วนของเราเองก็ยืนยันว่าไม่จบ นี่เป็นแค่ส่วนเดียวเท่านั้น บางกรณีในต่างประเทศ ญาติไม่รับเงินด้วยซ้ำไป ตราบที่ความยุติธรรมยังไม่มา มันมีส่วนของพรรคเพื่อไทยของคุณทักษิณเอง เวลาที่เขาโฟนอินมา จะพูดลักษณะว่าให้ลืมกันไป ให้ประนีประนอม ดิฉันคิดว่าทำแบบนี้ พรรคเพื่อไทยและคุณทักษิณดูเลวลงในทัศนะคนเสื้อแดงจำนวนมาก อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด คนเสื้อแดงจำนวนมากก็อาจจะรู้สึกว่าได้รับชดเชยไปแล้ว พอแล้ว อันนี้ก็เป็นปัญหาอันหนึ่งของสังคมไทย คือดูเบาความทุกข์ ความคับแค้นของคนที่สูญเสีย คิดว่าเงินจะทดแทนความสูญเสียได้ทั้งหมด เป็นปัญหาหนึ่งของการมองเรื่องปรองดองในสังคมไทยด้วย เป็นการดูถูกด้วย

-
ความรับผิดทางการเมืองมีหลายระดับตั้งแต่ผู้นำรัฐบาล ผู้นำกองทัพ เจ้าหน้าที่ระดับปฎิบัติการ จนถึงประชาชนไม่ว่าเขาจะทำด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม เราจะสร้างบรรทัดฐานและจำแนกแยกแยะการรับผิดของคนแต่ละกลุ่มอย่างไร

-
พวงทอง: แต่ละสังคมที่ผ่านความรุนแรง ระดับของการรับผิดก็แตกต่างกันไป บางสังคมเอาเฉพาะผู้นำที่สั่งการ บางสังคมลงไประดับนายทหารที่มีอำนาจบังคับบัญชา ระดับสัญญาบัตรที่เกี่ยวข้องกับการบังคับบัญชา บางสังคมแม้กระทั่งนายทหารระดับล่าง ถ้าพบว่าคุณทำเองโดยไม่มีคำสั่ง เป็นการทำตามอำเภอใจ สะใจ ก็ถูกเอาผิดด้วยเหมือนกัน อันนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจของคนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมไม่กี่คน แต่ก็ต้องดูด้วยว่าระดับความขัดแย้ง ความตึงเครียดในสังคมเป็นอย่างไร เพราะการที่คุณจะเอาผู้มีอำนาจที่กระทำความรุนแรงต่อประชาชนอย่างกว้างขวางมาลงโทษได้นั้น โครงสร้างทางอำนาจต้องเปลี่ยนด้วย แต่โครงสร้างทางอำนาจไม่ได้เปลี่ยนอย่างฉับพลัน ไม่ใช่ว่ารัฐบาลทหารลงจากอำนาจวันนี้ วันพรุ่งนี้อำนาจจะเปลี่ยนถ่ายไปสู่รัฐบาลพลเรือนอย่างเบ็ดเสร็จ เขายังมีเครือข่าย มีกลไกของเขาอยู่ หลายๆ คนก็ยังมีอำนาจอยู่ สิ่งสำคัญจะต้องเกิดการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างทางอำนาจ

-
ปัญหาอันหนึ่งของสังคมไทย คือดูเบาความทุกข์ ความคับแค้นของคนที่สูญเสีย คิดว่าเงินจะทดแทนความสูญเสียได้ทั้งหมด เป็นปัญหาหนึ่งของการมองเรื่องปรองดองในสังคมไทยด้วย

-
แต่กรณีสังคมไทย มันไม่เกิดขึ้น แม้กระทั่งหลังกรณี 6 ตุลา มันไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางอำนาจจริง คนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงยังมีอำนาจอยู่ในเชิงโครงสร้าง ยังมีกลไกที่ออกมาปกป้องในการออกกฎหมายนิรโทษกรรม รวมถึงกระทั่งกลไกในการโฆษณาชวนเชื่อที่ทำให้คนส่วนใหญ่ยอมรับแนวทางการปรองดองแบบไทยๆ

-
กรณีของไทย ไม่ต้องพูดการเอาผิดกับทหารระดับล่าง เอาแค่ผู้นำไม่กี่คนที่เกี่ยวข้องในการตัดสินใจ สั่งการ ระดมทหารออกมา อนุมัติงบประมาณ อนุมัติการเบิกจ่ายกระสุนปืน การจัดตั้งหน่วยงาน แค่นี้ยังทำไม่ได้เลย หลายปีที่ผ่านมา ไม่เคยทำได้ กระบวนการยุติธรรมที่กำลังจะเริ่มขึ้น ในที่สุดก็ถูกระงับไป มันชี้ให้เห็นว่ามีเครือข่ายของอำนาจที่จะปกป้องคนเหล่านี้อยู่

-
สำหรับดิฉัน จุดเริ่มต้นของสังคมไทย ถ้าจะมีการเอาผิดผู้ที่กระทำผิดได้จริง ดิฉันขอเฉพาะผู้นำที่เกี่ยวข้องในการสั่งการก่อน แค่นี้แหละ และนี่จะเป็นบทเรียนที่ป้องกันไม่ให้ความรุนแรงเกิดขึ้น ถ้ามันจะเกิดขึ้นอีก การจะเอาผิดคนที่ทำผิดซ้ำสองซ้ำสามอีกก็จะมีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น

-
มีการตั้งข้อสังเกตว่า แล้วอย่างสไนเปอร์ที่ยิงลงมาจากบนรางรถไฟฟ้าล่ะ ใช่ว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้ถูกสั่ง แต่ในมิติความเป็นมนุษย์ เขาก็เป็นผู้ลั่นไกสังหาร

-
พวงทอง: นี่ก็เป็นประเด็นสำคัญ แต่อย่างที่บอก คือคนที่เสนอว่าควรต้องเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐด้วยที่ไม่ขัดขืนคำสั่ง เพราะในที่สุดแล้วคุณต้องมองว่าคนแต่ละคนไม่ใช่แค่ตัวน็อต แต่สามารถคิดได้ รู้สึกได้ ตัดสินใจได้ ถ้าคำสั่งไม่ถูกต้อง เขาไม่ทำก็ได้ แต่ถ้าคุณทำ คุณก็ต้องรับผิดชอบ โอเค นี่เป็นมิติที่น่าสนใจ

-
แต่อย่างที่บอก ภายใต้สถานการณ์การเมืองที่เป็นอยู่ คิดว่ายากมากๆ ที่จะเรียกร้องให้มีการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ระดับล่างได้ สองก็คือว่าวัฒนธรรมในกองทัพ การที่คุณเอากองทัพเข้ามาสลายการชุมนุม กองทัพไม่ได้ถูกฝึกมาให้สลายการชุมนุมโดยสันติวิธีและให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด เขาถูกฝึกให้ยิง Shoot to Kill ยิงแล้วอีกฝ่ายหนึ่งต้องล้มลง จะตายหรือบาดเจ็บสาหัสไม่ใช่ประเด็นที่ดิฉันคิดว่าเขาสนใจเท่าไหร่ นี่ก็เป็นวัฒนธรรมกองทัพที่จะต้องถูกแก้ไขด้วย รวมถึงคนที่ตัดสินใจเอากองทัพเข้ามาสลายการชุมนุมโดยใช้กระสุนจริง ทั้งที่รู้อยู่ว่าผลที่จะออกมาเป็นยังไง ต้องรับผิดชอบมากกว่า

-
ที่จริงเรามีหน่วยปราบจราจลของตำรวจอยู่ มีเครื่องมือ แต่ไม่ถูกใช้ เพราะในปี 2553 มันคือการทำสงครามในเมือง เขาใช้ยุทธศาสตร์การทำสงครามในเมืองเข้ามาจัดการปัญหา การบอกว่าคนที่สั่งการไม่รู้ว่าผลจะออกมายังไง เป็นไปไม่ได้ คุณระดมพลทหารออกมา 67,000 กว่านาย อนุมัติให้มีการเบิกกระสุนออกมาเกือบ 4 แสนนัด มันคืออะไร กระสุนจริงนะคะ กระสุนสไนเปอร์อีก 2,000 นัด เวลาคุณเซ็นคำสั่งเหล่านี้ คุณจะบอกว่ามันจะไม่ถูกใช้เลยอย่างนั้นเหรอ เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่รู้ว่าผลที่ออกมาจะเป็นยังไง

-
การให้นำคนผิดมาลงโทษเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น อีกด้านหนึ่งประชาชนจำนวนมากที่อาจจะยังติดคุกอยู่ ยังต้องคดี พวกเขาอาจแค่ต้องการอิสรภาพ ต้องการการนิรโทษกรรม แม้จะต้องแลกกับการลอยนวลของผู้สั่งการ นี่อาจเป็นความต้องการพื้นฐานของเหยื่อทางการเมืองจำนวนมากที่จับต้องได้มากกว่า เห็นผลทันที

-
พวงทอง: พูดเฉพาะกรณีปี 2553 สิ่งที่เกิดขึ้น ที่พูดว่าถ้าคนที่ถูกจับกุมคุมขังได้รับอิสรภาพแล้วไม่ต้องเอาผิดคนที่รับผิดชอบ มันไม่ได้เกิดขึ้นในขณะนี้ สิ่งที่เราเห็นคือประชาชนถูกจับกุมคุมขัง ถูกดำเนินคดีไปหมดแล้ว บางคนก็ถูกปล่อยออกมาแล้ว แต่ส่วนของผู้มีอำนาจยังไม่ได้ถูกดำเนินคดีเลย ยังไม่ได้เริ่มเลยด้วยซ้ำไป แล้วโอกาสที่จะเอาคนเหล่านี้มาดำเนินคดี มันเป็นไปไม่ได้เลยภายใต้รัฐบาลทหาร อาจต้องรอกันอีกสิบปี ฉะนั้น นี่มันไม่ได้เกิดขึ้นจริง มันแย่กว่าในอดีตด้วยซ้ำที่นิรโทษกรรมแล้ว ผู้มีอำนาจได้รับนิรโทษกรรม ประชาชนที่ติดคุกอยู่ก็ได้ด้วย อย่างในกรณี 6 ตุลา

-
กรณีของไทย ไม่ต้องพูดการเอาผิดกับทหารระดับล่าง เอาแค่ผู้นำไม่กี่คนที่เกี่ยวข้องในการตัดสินใจ สั่งการ ระดมทหารออกมา...แค่นี้ยังทำไม่ได้เลย หลายปีที่ผ่านมา ไม่เคยทำได้ กระบวนการยุติธรรมที่กำลังจะเริ่มขึ้น ในที่สุดก็ถูกระงับไป มันชี้ให้เห็นว่ามีเครือข่ายของอำนาจที่จะปกป้องคนเหล่านี้อยู่

-
ถ้าจะมีการรื้อฟื้นคดีต่างๆ เหล่านี้ขึ้นมาอีก ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นไปไม่ได้ในเวลาอันใกล้ อย่างถ้าวันนี้บอกว่านิรโทษกรรมให้กับทุกฝ่าย ทั้งผู้นำและประชาชนที่ติดคุกอยู่ด้วย ดิฉันไม่เห็นด้วย ดิฉันคิดว่าส่วนของประชาชนเขาได้รับโทษไปแล้ว ถ้าจะรื้อฟื้นคดีเหล่านั้นในส่วนของประชาชน ดิฉันคิดว่าต้องรื้อฟื้นมาดูว่าอันไหนที่มีปัญหาและเขาไม่สมควรที่จะติดคุก ก็ต้องได้รับการชดเชย แต่ถ้าเขาทำผิดจริง มีหลักฐานหนักแน่น ก็ต้องพิจารณาว่าโทษที่เขาได้รับไปแล้วมันเพียงพอหรือยัง แต่ระหว่างที่รื้อฟื้นคดีขึ้นมาจะต้องให้เขาได้รับการประกันตัว ส่วนคดีของผู้นำก็ต้องเกิดขึ้นไปพร้อมกันด้วย

-
Cr. prachatai



Thursday, May 19, 2016

เหล่ามารร้าย สุนัขรับใช้ทรราช คสช.ร่วมผสมโรง ทำลายพระธัมมชโย

เหล่ามารร้าย สุนัขรับใช้ทรราช คสช.ร่วมผสมโรง ทำลายพระธัมมชโย

-----------------------------------------------------------------------------------


นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาเรียกร้องให้"สมเด็จช่วง"ออกคำสั่งให้ "พระธัมมชโย"ออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายชั่วคราว 

-
วันนี้(19พ.ค.59)นายทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนามหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก ให้ความเห็นกรณี พระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ถูกศาลอาญา อนุมัติออกหมายจับ ในคดีความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน ร่วมกันรับของโจร ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้แจ้งหนังสือให้พระธัมมชโย เข้ามอบตัวเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาภายในวันที่ 26 พ.ค.นี้ 

-
เชื่อว่าพระธัมมชโยจะไม่เดินทางเข้ามอบตัว เนื่องจากได้ประกาศชัดเจนว่าจะไม่ออกจากวัด  ซึ่งหากดีเอสไอจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปจับกุม เชื่อว่า ลูกศิษย์วัดจะไม่ยินยอมและออกมาปกป้อง  ดังนั้นเจ้าหน้าที่จะต้องไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ก่อนดำเนินการใดๆเพื่อไม่ไห้เกิดความวุ่นวาย

-
พร้อมมองว่ามหาเถรสมาคม โดยมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชฯ เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด ควรจะออกคำสั่งให้พระธัมมชโยออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเป็นการชั่วคราวระหว่างถูกดำเนินคดี ซึ่งเป็นการแสดงจุดยืนว่าเป็นอิสระจากวัดพระธรรมกายเพื่อความโปร่งใส และเป็นผลดีต่อการขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชในอนาคต

-
นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา ระบุว่า ขณะนี้พระธัมมชโย สามารถนำหลักฐานมาต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม หากพิสูจน์ว่าบริสุทธิ์ก็จะพ้นมลทินและสามารถกลับไปดำรงตำแหน่งได้อย่างสง่างาม   แต่หากพบว่ามีความผิด ตามกฎมหาเถรสมาคมและพรบ.คณะสงฆ์จะต้องดำเนินการสึก  ทั้งนี้มองว่ากรณีที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบกับความเลื่อมใสของประชาชนที่มีต่อวัดพระธรรมกายในภาพรวมอย่างแน่นอน 


เสนานาวากลางพายุใหญ่! แปดพายุร้อนหลังสงกรานต์

การสร้างบรรลังบนปากกระบอกปืนของทรราช คสช. นั้นไม่ยาก หากแต่....
การนั้งบนปากกระบอกปืนที่สร้างขึ้นนั้น มันยากกว่า หลายร้อยเท่า

--------------------------------------------------------------------------------

เสนานาวากลางพายุใหญ่! แปดพายุร้อนหลังสงกรานต์
-
ในท่ามกลางความร้อนของอากาศเช่นนี้ หลายๆ คนคงต้องดูรายงานอากาศ เพราะพายุฤดูร้อนในช่วงเวลาปัจจุบันเป็นเรื่องที่น่ากังวลใจไม่น้อย ดังจะเห็นได้จากภาพข่าวที่เกิดขึ้นในหลายๆ จังหวัด
-
เห็นรายงานเตือนภัยจากพายุแล้ว ก็อดคิดเปรียบเทียบไม่ได้ว่าระหว่างพายุลมร้อนกับพายุการเมืองที่กำลังก่อตัวขึ้นนั้น พายุลูกไหนจะหนักหน่วงกว่ากัน
-
ขณะเดียวกันก็อดคิดถึง "รัฐนาวาทหาร" ท่ามกลางพายุเช่นนี้ไม่ได้…
-
พายุการเมืองหลังสงกรานต์ดูจะท้าทายต่อรัฐนาวา คสช. เป็นอย่างยิ่ง!
-
ถ้าสถานีอุตุนิยมวิทยาจะต้องรายงานสภาพอากาศทางการเมืองแล้ว ก็อาจประเมินได้ว่ารัฐนาวา คสช. กำลังเผชิญกับพายุ 8 ลูกในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน
-
พายุทั้ง 8 ลูกนี้จะโหมกระหน่ำและมีความรุนแรงเพียงใดนั้น ยังคงเป็นเรื่องที่จะต้องติดตามกันต่อไป
-
1)
-
พายุโลก
-
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพายุใหญ่ลูกสำคัญเป็นพายุจากภายนอก พายุลูกนี้ใหญ่กว่าที่คิด แต่รัฐบาลทหารในทุกประเทศก็มักจะกล่าวเสมอว่าการใช้อำนาจเผด็จการที่เกิดขึ้นเป็น "กิจการภายใน" ของรัฐ
-
ตัวอย่างใกล้บ้านในอดีตก็คือ รัฐบาลทหารของเมียนมา ซึ่งก็มักจะกล่าวเสมอว่า การดำเนินการของรัฐบาลทหารเป็นเรื่องภายใน
-
แม้จะเป็นเรื่องภายใน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การถูกกดดันอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถูก "แซงก์ชั่น" จากภายนอก
-
ปรากฏการณ์เช่นนี้บ่งบอกให้เห็นว่าการเมืองภายในไม่ใช่กิจการภายในอีกต่อไป
-
ยิ่งเมื่อรัฐต้องอยู่ในบริบทที่เป็น "โลกาภิวัตน์" ที่เห็นความเชื่อมต่อระหว่างโลกภายในกับโลกภายนอกแล้ว การยืนบนความเชื่อว่ากิจการภายในของรัฐเป็นสิ่งที่แทรกแซงไม่ได้นั้น ดูจะไม่เป็นจริงเท่าใดนัก กระแสประชาธิปไตยในกระแสโลกาภิวัตน์แทรกซึมเข้าไปในทุกส่วนของประเทศ จนทำให้ระบอบอำนาจนิยมไม่ใช่เรื่องภายในของรัฐอีกต่อไป
-
ดังนั้น สำหรับรัฐบาลทหารไทยปัจจุบันซึ่งถือกำเนิดจากการรัฐประหารในปี 2557 ภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มอนุรักษนิยมฝ่ายต่างๆ ที่พยายามจะสร้างวาทกรรมว่าการเมืองไทยเป็นเรื่องภายในของไทย ก็ดูจะเป็นวาทกรรมที่ไม่ได้รับการตอบรับจากโลกเท่าใดนัก
-
การกดดันรัฐบาลทหารไทยยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
-
และยิ่งเมื่อรัฐบาลพยายามจะแสดงออกถึง "มาตรการอำนาจนิยม" ในรูปแบบของการจับกุมที่เพิ่มมากขึ้นหรือคำสั่งที่เข้มงวดมากขึ้น ก็เห็นได้ชัดเจนว่ามาตรการดังกล่าวก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมทั้งมีเสียงเรียกร้องให้เคารพในการแสดงออกของผู้ที่เห็นต่าง
-
ดังตัวอย่างล่าสุดคือเสียงเรียกร้องของข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในวันที่ 12 เมษายน 2559 เป็นต้น
-
แม้พายุจากภายนอกอาจจะไม่สามารถพัดจนทำให้รัฐนาวาทหารจมลงได้ทันที แต่พายุจากภายนอกก็ทำให้ผู้นำทหารที่อยู่ในอำนาจต้อง "หงุดหงิด" แล้วส่งต่อความไม่พอใจเช่นนี้ไปให้กระทรวงการต่างประเทศไทยคอยตอบโต้เสียงเรียกร้องจากต่างประเทศอยู่ร่ำไป
-
แต่ก็ดูเหมือนเสียงชี้แจงจากรัฐบาลไทยและคำตอบโต้จากกระทรวงการต่างประเทศไทยจะแผ่วเบาเหลือเกินในเวทีโลกปัจจุบัน
-
ฉะนั้น ปัจจัยจาก "ลมภายนอก" จึงยังคงพัดแรงและสร้างแรงกดดันให้แก่รัฐบาลไทยต่อไป แม้อาจจะไม่ใช่ปัจจัยที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้โดยตรงในขณะนี้ก็ตามที
-
2)
-
พายุรัฐธรรมนูญ
-
หลังจากการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น และตามมาด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้งภายใต้การนำของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ แล้ว นักวิเคราะห์ทั้งภายในและภายนอกพอจะคาดเดาได้ทันทีว่าสาระของร่างรัฐธรรมนูญ "ฉบับมีชัย" ย่อมจะตกอยู่ในการวิพากษ์วิจารณ์ของฝ่ายต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
-
ว่าที่จริงปรากฏการณ์เช่นนี้ก็เกิดขึ้นให้เห็นอย่างชัดเจนมาแล้วกับ "ฉบับบวรศักดิ์"
-
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใดกับเสียงที่แสดงออกถึงความเห็นในส่วนต่างๆ กับสาระของร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว และดูเหมือนว่าจากการแสดงความเห็นที่เกิดขึ้นที่ออกไปในเชิงลบต่อรัฐธรรมนูญนั้น กำลังจะกลายเป็นสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าการเมืองไทยกำลังตกอยู่ท่ามกลาง "พายุรัฐธรรมนูญ" ลูกใหญ่
-
และพายุลูกนี้ทำท่าจะก่อตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
-
สำหรับในทางอุตุนิยมวิทยาการเมืองแล้ว คาดเดาได้ไม่ง่ายว่า พายุลูกนี้จะสร้างความเสียหายแก่รัฐนาวาทหารมากน้อยเพียงใด
-
แต่สัญญาณที่เกิดขึ้นดูจะบอกอย่างชัดเจนแล้วว่ารัฐนาวาทหาร คสช. คงจะพาตัวเองออกจากพายุลูกนี้ได้ยาก
-
ปัญหาที่สำคัญก็คือแล้วรัฐนาวาทหารจะเผชิญกับพายุลูกนี้ได้อย่างไร จนเรือไม่พลิกคว่ำลงกลางพายุใหญ่
-
3)
-
พายุประชามติ
-
พายุรัฐธรรมนูญที่ก่อตัวชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ นั้น ยังพาพายุอีกลูกมาด้วยก็คือ "พายุประชามติ" ซึ่งผลจากท่าทีของฝ่ายต่างๆ ที่แสดงความเห็นต่อสาระในร่างรัฐธรรมนูญ อันจะนำไปสู่การลงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 นั้น เริ่มทำให้เกิดการคาดคะเนถึงชะตากรรมของร่างรัฐธรรมนูญนี้ว่าจะเกิดอาการ "แท้ง" เหมือนกับร่างฉบับก่อนหรือไม่
-
หลายฝ่ายเริ่มกังวลว่าในที่สุดแล้วการเมืองไทยอาจจะประสบปัญหาก่อนการลงประชามติ
-
หรือท่าทีของผู้นำรัฐบาลก็แสดงออกในลักษณะที่ไม่แตกต่างกัน จนทำให้นักวิเคราะห์เริ่มคิดถึงอนาคตของวันที่ 7 สิงหาคม ว่าจะเกิดขึ้นจริงได้เพียงใด
-
ขณะเดียวกันก็เริ่มเห็นถึงการแสดงออกจากกลุ่มผู้เห็นต่างมากขึ้น
-
เสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญจากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย ดูจะดังขึ้นเรื่อยๆ และนักสังเกตการณ์แทบจะไม่ต้องวิเคราะห์ต่อเลยว่าถ้าพรรคการเมืองใหญ่สองพรรคมีความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญนี้ร่วมกันแล้ว เกมประชามติที่จะนำไปสู่ชัยชนะจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
-
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงจากปีกปัญญาชน และกลุ่มเอ็นจีโอบางส่วนก็เริ่มชัดเจนขึ้นไม่แตกต่างกัน
-
ฉะนั้น จึงพอจะคาดการณ์ได้ไม่ยากนักว่าพายุประชามติจะยิ่งทำให้พายุรัฐธรรมนูญรุนแรงขึ้น
-
และลมพายุลูกนี้จะสร้างความเสียหายทางการเมืองกับรัฐนาวา คสช. อย่างใดหรือไม่
-
จึงเป็นประเด็นที่จะต้องติดตามดูกันต่อไปในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
-
4)
-
พายุสงฆ์
-
ในท่ามกลางพายุการเมือง พายุอีกลูกที่เริ่มพัดสู่สังคมไทยมาระยะหนึ่งแล้วก็คือ ลมพายุจากปัญหากรณีการแต่งตั้งพระสังฆราชองค์ใหม่ ปัญหานี้เห็นได้ชัดเจนมากขึ้นว่าไม่ใช่เป็นเรื่องของศาสนจักรอีกต่อไป
-
แต่ความน่ากังวลก็คือปัญหาดังกล่าวกำลังสะท้อนถึงความขัดแย้งระหว่างศาสนจักรกับอาณาจักรหรือไม่
-
ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ความขัดแย้งชุดนี้จะจบลงอย่างไร
-
กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องของการต่อสู้ในปัญหาตำแหน่งประมุขสงฆ์เท่านั้น หากแต่กำลังสะท้อนการชิงอำนาจทางการเมืองชุดใหญ่อีกชุดหนึ่งของสังคมไทยโดยมีกองทัพเป็นแนวหน้าของการสู้ และมีพื้นที่สงฆ์เป็นสนามรบ
-
ดังนั้น ในขณะที่ปัญหาการแต่งตั้งพระสังฆราชยังไม่สิ้นสุดนั้น สัญญาณจากปัญหาพระอีกเรื่องหนึ่งก็ตามมา ก็คือ มติสงฆ์จากจตุรทิศแห่งสวนแสงธรรมที่มีมติไม่ไว้วางใจต่อผู้นำรัฐบาล
-
อันเป็นผลจากการปิดสถานี "วิทยุธรรมะ" ของคณะสงฆ์ในสายของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน…
-
พายุลูกนี้ยังคงเป็นลมร้อนแรง และเป็นปัจจัยที่คาดคะเนได้ยาก
-
แต่ถ้าพายุนี้พัดแรงมากขึ้น ก็คงส่งผลต่อนาวาของรัฐบาลทหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน
-
5)
-
พายุเศรษฐกิจ
-
ในท่ามกลางพายุลูกต่างๆ ที่พัดกระแทกรัฐนาวาของ คสช. อย่างต่อเนื่องนั้น พายุร้ายอีกลูกที่น่ากลัวก็คือพายุเศรษฐกิจ
-
พายุลูกนี้รุนแรงเสมอเพราะความอยู่ดีกินดีที่เกิดขึ้นจากสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น เป็นปัจจัยสำคัญต่อการคงอยู่ของรัฐบาลทั่วโลก
-
แม้เศรษฐกิจจะไม่ใช่ปัจจัยโดยตรงที่จะทำให้คนลุกขึ้นมาโค่นล้มรัฐบาล ดังตัวแบบทางทฤษฎีของลัทธิมาร์กซ์ แต่ก็ละเลยไม่ได้ว่า รัฐบาลที่ไม่อาจสร้างให้ประชาชนมีสตางค์ในกระเป๋านั้นอยู่ได้ยาก
-
ไม่ว่ารัฐบาลจะใช้การโฆษณาทางการเมืองอย่างใดก็แล้วแต่ แต่สถานะทางเศรษฐกิจที่เป็นจริงในชีวิตของประชาชนคือคำตอบที่หลอกลวงไม่ได้
-
ดังนั้น ไม่ว่ารัฐบาลทหารจะใช้การโฆษณาทางการเมืองอย่างไรก็ตาม จะให้คนออกมาพูดว่าเศรษฐกิจไทยกำลังจะดีขึ้นอย่างไรก็ตาม
-
แต่เมื่อชีวิตจริงทางเศรษฐกิจของประชาชนสวนทางจากคำบอกเล่าเหล่านั้นโดยสิ้นเชิงแล้ว ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลก็ลดลงเรื่อยๆ
-
จนถึงวันนี้คนไม่ค่อยเชื่อว่ารัฐบาลทหารตลอดรวมถึงบรรดา "มือเศรษฐกิจ" ที่ออกแสดงหน้าจอโทรทัศน์ จะเป็นความหวังของเศรษฐกิจไทยเท่าใดนัก
-
พร้อมกันนี้ก็มีสัญญาณเตือนถึงพายุเศรษฐกิจลูกใหญ่ที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากปัญหาเศรษฐกิจในเรื่องต่างๆ
-
นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณบ่งบอกถึงภาวะ "เศรษฐกิจขาลง" ของไทยอย่างชัดเจน
-
ขณะเดียวกันก็คาดคะเนได้ยากว่าอาการนี้จะนำไปสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรงหรือไม่ในอนาคตอันใกล้ พายุเศรษฐกิจลูกนี้อาจจะใหญ่และน่ากลัวมากกว่าที่คิด
-
6)
-
พายุแล้ง
-
ไม่มีใครเชื่อว่าความร้อนและความแห้งแล้งที่ทวีมากขึ้นนับจากหลังเทศกาลความสุขแห่งสงกรานต์นั้น เป็นผลที่เกิดจากการยึดอำนาจของรัฐบาลทหาร
-
แต่สิ่งที่ทุกคนจับตามองก็คือ รัฐบาลทหารจะบริหารประเทศในวิกฤตการณ์ภัยแล้งครั้งนี้อย่างไร และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความแห้งแล้งที่กำลังขยายตัวเป็นวงกว้างนั้น กำลังก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมากทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม
-
แน่นอนว่าต้นทุนของเกษตรกรไทยในยามนี้หนักขึ้นมาก เช่น กรณีของชาวสวนผลไม้ หรือขณะเดียวกันอนาคตของกสิกรไทยกับการทำนาก็แทบเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก
-
ปรากฏการณ์ความแห้งแล้งครั้งนี้กำลังพิสูจน์อีกครั้งว่า ชาวนาไทยทำนาได้ด้วยความกรุณาของฝนฟ้าที่มาตามฤดูกาล
-
แต่เมื่อไม่มีฝนและผิดฤดูกาลแล้ว ก็แทบจะไม่มีระบบอะไรรองรับเลย
-
พายุแห่งความแห้งแล้งครั้งนี้กระหน่ำสังคมไทยทั่วทุกส่วน
-
ไม่เพียงแต่ทำนาไม่ได้ ทำการเกษตรไม่ได้เท่านั้น แต่สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าก็คือ ลูกหลานชาวนาชาวสวนจะเอาสตางค์ที่ไหนไปจ่ายค่าเทอม โรงเรียนกำลังจะเปิดปีการศึกษาใหม่ในกลางเดือนพฤษภาคมนี้
-
ขณะเดียวกันก็น่าสนใจว่าพายุลูกนี้จะสร้างความเสียหายทางการเมืองแก่รัฐนาวาทหารเพียงใด
-
หรือความแล้งเป็นชะตากรรมของชาวนาชาวสวนที่รัฐบาลไม่ต้องรับผิดชอบ
-
เพราะอย่างน้อยสนามกอล์ฟทั้งของพลเรือนและทหารก็ยังใช้น้ำรดหญ้าได้เป็นปกติ
-
7)
-
พายุเล็ก
-
ในท่ามกลางพายุใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้นในสังคมไทยนั้น พายุลูกเล็กๆ ลูกหนึ่งก็แฝงตัวเข้ามา ลมพายุลูกนี้ไม่แรง แต่ก็กระแทกเข้าโดยตรงกับรัฐนาวาของ คสช.
-
พายุเล็กๆ ลูกนี้เกิดจากการบรรจุลูกหลานของผู้นำทหาร คสช. เข้ารับราชการในกระทรวงกลาโหม แน่นอนว่าไม่ใช่พายุใหญ่ แต่ก็ดูจะทำให้รัฐนาวา คสช. ต้องรีบแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว
-
ว่าที่จริงก็อาจจะเทียบเคียงได้กับพายุราชภักดิ์ แต่เป็นในขอบเขตที่เล็กกว่ามาก
-
ดังนั้น แม้พายุนี้จะไม่กระแทกแรงจนรัฐนาวา คสช. ต้องเสียศูนย์
-
แต่อย่างน้อยแรงกระแทกที่เกิดขึ้นก็ทำให้กัปตันเรือ คสช. ต้องรีบออกมาดู และพยายามปรับทิศทางรัฐนาวาลำนี้ให้ออกไปพ้นจากพายุลูกเล็กๆ นี้ให้ได้
-
เพราะแม้พายุลูกนี้จะลูกเล็ก แต่ก็อาจพัดรัฐนาวา คสช. ให้เกยตื้นได้ไม่ยากนัก
-
8)
-
พายุศรัทธา
-
ไม่ว่าพายุการเมืองจะเกิดกี่ลูกก็ตาม แต่พายุที่น่ากลัวที่สุดก็คือ พายุแห่งความไร้ศรัทธา ถ้าพายุลูกนี้พัดแรงขึ้น ก็ยิ่งบ่งบอกถึงอารมณ์และความรู้สึกของประชาชนต่อรัฐนาวา คสช.
-
ดังนั้น การแก้ปัญหาและการแสดงออกทางการเมืองของรัฐบาลจึงเป็นปัจจัยสำคัญในสถานการณ์ปัจจุบัน
-
แน่นอนว่าไม่มีใครคาดหวังว่ารัฐบาลทหารจะแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้
-
แต่รัฐบาลทหารที่ไม่อาจแสดงผลงานให้ประชาชนรู้สึกยอมรับได้แล้ว การคงอยู่ของรัฐบาลเช่นนี้จะกลายเป็น "วิกฤตศรัทธา" ในตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วิกฤตศรัทธาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ตั้งอยู่บนรากฐานอารมณ์ความรู้สึกของประชาชน ดังนั้นจึงไม่มีรัฐบาลใดดำรงอยู่ได้บนความไร้ศรัทธาของประชาชน
-
ท่ามกลางความอันตรายจากลมพายุทั้ง 8 ลูกนี้ สิ่งที่ไม่มีใครคาดเดาได้ก็คือ ปัญหาที่ก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ อาจเปรียบเทียบได้กับ "ภูเขาน้ำแข็งใหญ่" ที่จมเรือเดินสมุทรได้ไม่ยากนัก
-
ส่วนรัฐนาวา คสช. จะกลายเป็น "เรือไททานิค" หรือไม่ ก็คงต้องติดตามกันต่อไป…
-
และใครจะเป็น "แจ็กกับโรส" ยืนหน้าหัวเรือลำนี้ คงต้องยกให้ท่านผู้อ่านจินตนาการกันเอาเองครับ!

-
Cr. สุรชาติ บำรุงสุข
ที่มา ยุทธบทความ, มติชนสุดสัปดาห์


ผู้แทนรัฐสภายุโรป ย้ำ ทรราช คสช.ต้องเปิดให้อภิปรายร่างรัฐธรรมนูญอย่างเสรี

Free discussion vital for referendum: EU delegation

Submitted by editor4 on Thu, 19/05/2016 - 13:13

The EU Delegation has urged the junta to allow free discussion on the draft charter, saying that free discussion is a prerequisite for political reconciliation. 

Werner Langen, chairman of EU Delegation for relations with the countries of Southeast Asia and the ASEAN, said that EU delegation was concerned by the junta's laws that criminalize the criticism against the charter draft, saying that political reconciliation cannot happen if the junta does not listen to everyone's voices, BBC Thai reported on Wednesday, 18 May 2015. 

According to BBC Thai, Langen said this during the meeting between him, accompanied by eight EU Commissioners of Human Rights, and Panya Phunsap, the Deputy Permanent Secretariat of Foreign Ministry, on Tuesday. 

Langen added that EU delegation was also concerned that the junta might prolong its power and create a climate of intimidation because the military tend to intervene in Thai politics whenever a conflict happens in the country.

However, Langen said that EU Delegation was optimistic on the future of Thailand, and hoped that Thailand will eventually return to democracy so that the negotiation process of the Thailand-EU Free Trade Agreement, which has been frozen since the 2014 coup, could be continued, reported BBC Thai.

Cr.Prachatai



DSI.. สุนัขรับใช้ ทรราช คสช. "สับปลับ"

DSI.. สุนัขรับใช้ ทรราช คสช. "สับปลับ"

---------------------------------------------------------------------------------

แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษเปิดเผยว่า จะใช้วิธีละมุ่นละม่อมกับพระธัมมชโย โดยให้โอกาสเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนก่อน เพราะเราไม่อยากทำอะไรรุนแรง ดังนั้นเพื่อจะได้ไม่มีใครบาดเจ็บล้มตาย เพราะลูกศิษย์พระธัมมชโยมีจำนวนมาก ถ้าหากดีเอสไอนำกำลังเข้าจับกุม จึงขอให้พระธัมมชโยมามอบตัวกับดีเอสไอแต่โดยดี

-
"เราขอพูดกันภาษาดอกไม้ก่อน จะได้ไม่มีคนบาดเจ็บ และยินดีจะปล่อยตัวชั่วคราวตามกฎหมาย ขณะนี้ดีเอสไอมีกำลังอยู่ 1,000 นาย และจะยังไม่ขอกำลังเสริมจากตำรวจ ถ้าภายใน 7 วัน พระธัมมชโยยังไม่มามอบตัว เราจะใช้วิธีเข้มข้นมากขึ้นไปเรื่อยๆ" แหล่งข่าวระบุ และว่า เมื่อครบกำหนด 7 วัน เราคาดว่าอาจจะขอหมายค้นไปค้นที่วัด โดยจะใช้รถถังหุ้มเกาะของดีเอสไอ เพื่อผ่าลูกศิษย์พระธัมมชโยเข้าค้นหาพยานหลักฐานในวัดเพิ่มเติมด้วย พร้อมกับจับกุมตัวพระธัมมชโยที่วัดด้วย

-
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเราก็มีหลักฐานเพียงพออยู่แล้ว ไม่แน่ถ้าครบ 7 วันแล้ว สถานการณ์อาจเปลี่ยนไป รอดูก่อนว่าพระธัมมชโยจะมาตามนัดหรือไม่ แต่ถ้าครบ 7 วันแล้วดีเอสไอจับพระธัมมชโยไม่ได้ เราคงจะคิดวิธีจับกุมออกมาจะทำยังไงต่อไป สัปดาห์หน้าคงคิดออก ฝากการบ้านให้สื่อไปคิดช่วยดีเอสไอด้วยว่าอยากให้ดีเอสไอดำเนินการจับกุมพระธัมมชโยด้วยวิธีใดแล้วก็ให้มาเสนอดีเอสไอ เราอาจจะนำไปพิจารณา

-
วันเดียวกันที่สำนักสื่อสารองค์กรภายในวัดพระธรรมกาย นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย แถลงยืนยันว่าพระธัมมชโยไม่มีความผิด และจะแจ้งความดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องกับคดีนี้ทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อมิให้เจ้าพนักงานลุแก่อำนาจ ปฏิบัติหน้าที่ตามอำเภอใจ เป็นการสร้างมาตรฐานความถูกต้องชอบธรรมทางกฎหมายให้เกิดขึ้นแก่สังคมต่อไป

-
นายองอาจตั้งคำถามว่า ดีเอสไอรู้ได้อย่างไรว่าหลวงพ่ออาพาธจริงหรือไม่ ดีเอสไออ้างว่า เมื่อวันที่ 22 เมษายน ท่านยังร่วมพิธีได้ แต่ในใบรับรองแพทย์ก็ระบุชัดว่าท่านมีอาการป่วยเฉียบพลัน เหตุผลของดีเอสไอฟังไม่ขึ้น สุดท้ายศาลก็สั่งไม่อนุญาตออกหมายจับ ทำไมดีเอสไอจึงเข้มงวดกับพระผู้ใหญ่ที่ทำความดีตลอดชีวิตอย่างนี้ ท่านอาพาธอยู่ที่วัดตลอดทั้งปีไม่เคยออกจากวัดเลยแม้แต่ก้าวเดียว มาพบท่านที่วัดได้ทุกเมื่อ ทำไมต้องออกหมายจับ ท่านป่วยเป็นเส้นเลือดดำใหญ่ที่ขาซ้ายอุดตัน ขาข้างซ้ายใหญ่กว่าขาข้างขวา 2 เท่าตัว เป็นเบาหวานมีแผลเรื้อรัง และเป็นโรคภูมิแพ้รุนแรง ดีเอสไอก็เคยเห็นกับตาตัวเอง เมื่อมาพบท่านที่วัดคราวก่อนแล้ว ทำไมจึงมาพบท่านที่วัดไม่ได้

-
"ทำไมพนักงานสอบสวนดีเอสไอจึงเปลี่ยนคำพูด ตอนแรกบอกว่าให้เลื่อน แล้วกลับเปลี่ยนเป็นไม่ให้เลื่อน แต่ขอออกหมายจับศิษยานุศิษย์ของพระเทพญาณมหามุนี หลายล้านคนทั่วโลกสะเทือนใจมาก" นายองอาจกล่าว

-
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก "DMC.tv - Dhamma Media Channel" ได้เชิญชวนเหล่าบรรดาผู้ศรัทธาให้พร้อมใจกันเปลี่ยนภาพโปรไฟล์ในเฟซบุ๊กเป็นภาพที่มีข้อความว่า "เราเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของหลวงพ่อธัมมชโย"




พี่น้องทุกท่าน ครับ .............. เรามารู้จักวัดธรรมกายกันเถอะ

พี่น้องทุกท่าน ครับ .............. เรามารู้จักวัดธรรมกายกันเถอะ
-
ผมไปอ่านเจอบทความนี้ ซึ่ง อธิบายแบบง่ายๆ ของความหมายหลวงพ่อธัมมชโย ว่าท่านคือใคร..............และทำไมถึงต้องเป็น วัดธรรมกาย
-
เสียเวลา อ่านสัก 10 นาที เพื่อ อนาคตของ พระพุทธศาสนาที่จะต้องดำรงอยู่คู่ประเทศไทย หรือ จะปล่อยให้ มารศาสนา ของเหล่า ทรราช คสช. เข้ายึดครอง และโจมตี เหมือนอย่างทุกวันนี้
-
เสรีชน
-------------------------------------------------------------------------------


กรณีธรรมกาย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย !! ข้อกล่าวหาหลวงพ่อธัมมชโย
-
ถึงเวลาที่เพจเรารักวัดพระธรรมกายต้องออกมาแฉธรรมกายแล้ว!!!!
-
#คนที่อ่านคงจะมีคนที่รักวัดพระธรรมกายอยู่แล้วและคนที่กำลังงงสับสนหรือบางคนอาจจะแอนตี้ก็มีที่เข้ามาเยี่ยมเพจนี้
-
เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องราวที่อาจทำร้ายจิตใจของคนที่วัดพระธรรมกายบ้างก็ต้องขออภัยด้วย ที่ต้องนำมาเปิดเผย (ขอย้ำว่า ‪#‎ถ้ารักวัดพระธรรมกายอยู่แล้ว‬ ‪#‎ไม่ควรอ่าน‬ เพราะอาจทำให้อารมณ์ของท่านที่เคยรักวัดพระธรรมกายดีอยู่แล้วอาจเปลี่ยนไป เมื่อได้อ่านเรื่องนี้ ... ขอเตือนอีกครั้งไม่ควรอ่าน...เตือนแล้วนะ....เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน)
-
สำหรับคนที่กำลังศึกษาวัดอยู่หรือแอนตี้อยู่แล้วก็แล้วแต่ท่านว่าจะอ่านหรือไม่ คงอาจจะไม่เคยเห็นเพจที่คิดว่ารักวัดพระธรรมกายต้องออกมาแฉวัดซะเอง...
พร้อมกันแล้วใช่ไหมครับ....
....
ก็อ่านกันได้เลย
-
หลายท่านก็คงเคยได้ยินเรื่องราวข่าวคราวของวัดพระธรรมกายมาบ้างพอสมควรแล้ว ลองมาดูเรื่องราวที่นักข่าวกลุ่มหนึ่งได้แอบไปเจาะข้อมูลและเข้ามาศึกษาในวัดพระธรรมกายดูแล้วจะได้รู้อะไรเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายอีกเยอะเลย
-
วัดพระธรรมกายในทัศนะของนักข่าวผู้ไปเจาะลึก! (และไม่ประสงค์ออกนาม) พร้อมข้อมูลพื้นฐานสำหรับนักวิจารณ์มือใหม่+*
-
เวลา นักข่าวจะไปสัมภาษณ์ใคร แน่นอนว่าต้องทำการบ้านมากพอสมควร ไม่เช่นนั้นเวลาไปถามแหล่งข่าวเข้า เค้าจะจับได้ว่าเรารู้ไม่จริง แสดงถึงความไม่มืออาชีพ แถวบ้านเรียก "โป๊ะ" จนนำมาสู่การ "เงิบ"
เช่น กัน ถ้าจะวิพากษ์วิจารณ์วัดพระธรรมกาย ต้องเข้าใจหลักศาสนาพุทธอยู่พอสมควร และต้องทราบไว้เบื้องต้นว่า ประเทศไทยไม่ใช่แหล่งกำเนิดศาสนาพุทธ และหลักพุทธแท้ๆเพียวๆ100% นักประวัติศาสตร์ หรือนักโบราณคดีจะรู้ดี ว่าพุทธศาสนาในไทยก็ไม่ใช่แก่นไม่ใช่ศูนย์กลางของโลก เวลาจะไปดีเบทกับศิษย์วัดพระธรรมกาย ก็อย่าเพิ่งเอาพุทธธรรมเนียมปฏิบัติแบบไทยไปเปรียบเทียบกับแนวคำสอนหรือสิ่ง ก่อสร้างของวัดนี้ ต้องตระหนักว่าศิษย์วัดนี้มีทุกระดับ ความรู้แน่นๆทั้งนั้น ล่าสุดเห็นมีโครงการไปขุดค้นคัมภีร์พุทธโบราณ แถวเส้นทางสายไหม แถวๆอัฟกานิสถาน เห็นว่าเก่ากว่าคัมภีร์ที่เรารู้จักกันอีก
-
ฉะนั้น เวลาที่เห็นชาวพันทิบหรือเว็บบอร์ดต่างๆ โพสต์ภาพตัดต่อบิดเบือนข้อความ "ค้อนมหาสมบัติ ค่าเช่าด้ามละหมื่นละแสน" เรื่องรูปทรงเจดีย์ รูปทรงศาสนสถานในวัด จึงค่อนข้างเสียเวลา คนที่จะวิจารณ์ ต้องรู้จักพัฒนา content ใหม่ๆมาดีเบทบ้าง เห็นเถียงกันมาเป็น10กว่าปีแล้ว และคิดว่าอีก10ปีต่อไปคงเถียงประเด็นเดิมๆ ชาวแฟนคลับวัดพระธรรมกายทุกวันนี้ถึงกับรวบรวมข้อโจมตี พร้อมคำตอบออกมาท่องก็หลายเล่มแล้ว ดังนั้น จะโพสต์ภาพด่าวัดนี้ เช็คหรือยังว่าตัดต่อหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าจะก๊อบต่อๆกันมา ก่อนจะแซวเค้าว่า "แกรๆ ได้ข่าวว่าวัดแกรใช้บัตรเครดิตทำบุญแบบรูดปรื้ดๆ" เดียวคงโดนเค้าสวนกลับมาว่า "ดูชัดๆสิคะ นี่บัตรเดบิตค่ะ สาธุค่ะ" หรือถ้าจะต่อว่ารูปทรงเจดีย์ เดี๋ยวชาววัดนี้ได้ยกหลักเจดีย์วิทยามาอธิบาย พร้อมภาพประกอบสาญจิเจดีย์ รูปทรงโดมจากอินเดีย หรือไม่ เค้าอาจอธิบายหลัก "รูปทรงประหยัดสุดประโยชน์สูง" ตั้งอยู่กลางลานธรรมมองเห็นทุกด้าน หรือเค้าอาจจะสวนกลับมาว่า "จำไม่ได้หรอ ว่าเมรุชั่วคราวเผาศพเกจิวัดป่าชื่อดังที่อุดรธานี ก็รูปทรงแบบที่ยูว์เรียกกว่าจานบินนี้แหละ" เดี๋ยวเงิบแล้วจะหาว่าไม่เตือน
-
เอา ล่ะ! ข้อควรรู้อย่างแรกเลย วัดนี้ชื่อ "วัดพระธรรมกาย" ไม่ใช่ "วัดธรรมกาย" วัดธรรมกายไม่มีในสารบบ ถ้าจะเรียกพระลูกวัดนี้ต้องเรียก "พระวัดพระธรรมกาย" ที่สำคัญเจ้าอาวาสฉายา "ธัมมชโย"( อ่านว่า ทำ-มะ-ชะ-โย) แหม่ มิน่าล่ะ ที่วัดพระธรรมกายไม่สะทกสะท้านอะไร ก็เพราะเรียกชื่อไม่ถูกนี่เอง ฮาๆ ส่วนถ้าใครเรียกถูกก็อนุโมทนา
-
ต่อ มา วัดนี้ ทั้งตามกฎหมายทางโลก และกฎหมายของสงฆ์ เป็นวัด "เถรวาท" ในพระพุทธศาสนา สังกัดมหานิกาย เหมือนวัดส่วนใหญ่ในประเทศไทย พระที่นี่ถือศีล 227 ข้อเหมือนพระที่อื่น มีงานวิจัยเกี่ยวกับคำสอนวัดนี้พบว่า "สอดคล้องกับหลักธรรมในคัมภีร์พุทธเถรวาท" ก็เป็นหน้าที่ของเราแล้วล่ะที่จะยกพระไตรปิฎกมาโต้แย้ง
-
แต่ๆๆช้าก่อน วัดนี้ยังมีทีเด็ดตรงนี้มีพระ ปธ.9 มากที่สุดในประเทศ พระมหา พระดร.ก็เยอะด้วย จะเถียงเรื่องพระไตรปิฎก เรื่องคำสอนพุทธศาสนาต้องทำการบ้านเยอะๆ รับรองชนะแน่นอน ฟันธง! และต้องระวังคำพูดยอดฮิตของชาววัดนี้ที่ว่า "ถ้าวัดนี้สอนผิดๆ ทำไมการสอบบาลี สอบเปรียญธรรมซึ่งเป็นหลักสูตรกลางทั้งประเทศ วัดนี้ถึงสอบผ่านเยอะสุดล่ะ ถ้าสอนผิดก็สอบตกสิ" อันนี้ก็แล้วแต่ว่าใครจะโต้คืนยังไงนะ
-
ส่วนใครจะเห็นว่า "วัดนี้ ชั้นว่า ไม่ใช่วัด ชั้นมองว่าคนห่มเหลืองเหล่านี้ไม่ใช่พระ" ก็แล้วแต่ว่าท่านจะหาพยานหลักฐานหรือข้อมูลมาโต้แย้งเอา ขอเป็นประเด็นเด็ดๆให้ถึงหูคณะผู้ปกครองคณะสงฆ์ไทยอย่างมหาเถรสมาคม ให้ตัดขาด บอยคอตวัดพระธรรมกายไปเล้ยย! แต่พอวันเกิดเจ้าอาวาสทีไร ผมก็ยังเห็นมหาเถรสมาคมมาวัดนี้กันพรึ่บ แถมมีพระเกือบแสนๆมาพร้อมกันในวันนั้นด้วย จะว่าจ้างมาก็ไม่ใช่ ไม่คุ้มค่ารถ ผมลงพื้นที่สัมภาษณ์มาหลายหนแล้ว ตรงนี้ต้องเป็นการบ้านหนักหน่อยว่า "หากวัดนี้ถือเป็นลัทธิหนึ่งที่ไม่ใช่พุทธ" ภาพแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น! ..อยากเห็นภาพใช่มั้ยว่าเป็นไง google เลยลูก! พวกเราถนัดอยู่แล้วหาข้อมูลจากgoogleน่ะ จัดไป ใช้คำว่า "22เมษาวันคุ้มครองโลก"นะ
-
อ้อ!เกือบลืมบอก เป็นเกร็ดเล็กๆน้อย ว่าจะเอาไว้ตอนท้าย แต่กลัวพิมพ์เพลินจนลืม แบบว่าข้อมูลเยอะ ใช้เวลาศึกษาข้อมูลอยู่นานพอควร
-
เช่น - สมัยเด็ก ใครเคยอ่านมงคลชีวิต38ประการ แล้วทางโรงเรียนก็จะให้สอบธรรมะทางก้าวหน้า นั่นแหละยูว์ เสียท่าวัดพระธรรมกายเข้าแล้วล่ะ วัดนี้เค้าทุ่มทุนเผยแผ่ธรรมะ แว่วๆมาว่าสำหรับโครงการนี้ปีละ 30 ล้าน อุตะ! ให้เด็กสอบปีละ5ล้านคน เอาเงินมาจากไหนกันเยอะแยะ
-
คำว่า "สาาาธุ" "เอาบุญมาฝาก" "อนุโมทนาบุญครับ/ค่ะ" ที่แพร่หลายออกมาจากเหล่าลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย หรือที่เราเรียกว่า "สาวกธรรมกาย" นี่แหละ แถมยังเผยแพร่แนวคิดนุ่งขาวห่มขาวแบบจริงจังเข้าวัดอีก สมัยก่อนไม่ค่อยมีหรอก เจ้าอาวาสกับรองเจ้าอาวาสนี่แหละต้นคิด พวกเรารู้ไว้ด้วย
-
- "บวชภาคฤดูร้อน" "ธรรมทายาท" นี่เลย วัดนี้เลย ต้นตำรับ มาจากรองเจ้าอาวาสเลย จนโน้ต อุดม ติดใจวัดนี้ ได้ดิบได้ดีจากเด็กเซาะกราวกลายเป็นเซเลปก็จากบวชที่นี่แหละ
-
-ป้าย "วันนี้วันพระ" "พรุ่งนี้วันพระ" ตามร้านขายพวงมาลัยในกรุงเทพฯน่ะ ส่วนใหญ่มีแต่ป้ายจากวัดพระธรรมกาย ลองสังเกตสิ
-
-น้ำท่วมใหญ่ปี2554 กระสอบบิ๊กแบ๊ค กับแผงเหล็กกั้นถนนช่วงคลองหลวง ชื่อ "วัดพระธรรมกาย" พ่นหราเลยจ้า แถมยังมีถุงยังชีพอีก
-
เอา ล่ะ พอก่อน จำไม่หมด เรื่องเล็กๆน้อยๆเอาไว้ก่อน มาถึงตอนนี้ผู้คนสงสัยว่า โอเค วัดนี้ด้านดีๆก็มีบ้าง แต่ทำไมถึงไม่เป็นข่าว นี่จะบอกให้ ดูหน้า1หนังสือพิมพ์สิ ลงข่าวดี ลงข่าวโลกสวยซะที่ไหน มันไม่มีองค์ประกอบของข่าว หรือคุณค่าความเป็นข่าวไงครับ เช่น ต้องเป็นบุคคลสำคัญ ความแปลกประหลาด การค้นพบวิทยาการอะไรใหม่ๆ เรื่องที่มีความใกล้ชิดกับเราหรือมีผลกระทบกับเรา เป็นต้น กิจกรรมประเภทCSR หรือPR หน่วยงานต่างๆส่วนใหญ่จะเสียตังค์ซื้อพื้นที่สื่อเอง ส่วนข่าวดราม่าๆตามกระแสสังคม โดยเฉพาะคนกรุงฯและชาวโซเชี่ยล แบบนี้แหละ สำนักข่าวชอบ
-
เหมือนดาราสักคน บางคนอาจจะดี แต่ภาพลักษณ์ผ่านสื่ออาจดูเลว ส่วนบางคนเลว แต่สร้างภาพผ่านสื่อว่าดี มันขึ้นอยู่กับตัวเราแล้วแหละ ว่าจะมีวิจารณญาณขนาดไหน
-
โดยเฉพาะล่า สุด ธุดงค์ธรรมชัย ของวัดนี้แน่นอนว่าสำนักข่าวต่างๆจ้องเล่นข่าวอยู่แล้ว ตามหลักทฤษฎี เข้าหลายข้อเลยแหละ และยิ่งบอกว่าทำให้รถติดด้วยนะ ยิ่งแจ่มเลย ขนาดฝนตกแล้วรถติดยังด่าฝนเลยจ้าาา ฉะนั้น ชาววัดพระธรรมกายอย่าน้อยใจ นี่คือโลกของความเป็นจริง ท่องเอาไว้เลยว่า "ข่าวร้ายลงฟรี ข่าวดีเสียตังค์" แม้ว่าคุณจะแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ ประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า ยกหลักพระไตรปิฎกมาบอกว่าเป็นการธุดงค์ตามพระธรรมวินัยทุกประการก็ตาม เดินบนไหล่ทาง ก็จะโดนด่า คนเขาไม่สนใจว่าคุณเดินตามเส้นทางวัดสำคัญๆที่หลวงปู่สด วัดปากน้ำเคยผ่าน เขาก็จะไล่คุณไปเดินเข้าป่านู่น แม้วัดคุณจะมีโครงการเดินธุดงค์ธรรมชัยพัฒนาวัดร้างให้เป็นวัดรุ่ง เดินตามชนบทมาทั่วประเทศแล้วก็ตาม เขาก็ยังจะไล่คุณไปเดินแถว3-4จังหวัดภาคใต้ ซึ่งแม้ว่าทางวัดคุณจะมีกิจกรรมถวายสังฆทานยก4จังหวัดทุกเดือนที่ใต้ก็ตาม ต้องทำใจ พฤติกรรมการเสพสื่อสมัยใหม่เป็นไปตามกระแสเช่นนี้ จึงต้องรู้ให้เท่าทัน และต้องให้ถูกจริตคนกรุง+เด็กเกรียนคีย์บอร์ดทั้งหลาย
-
อีก ประเด็นยอดฮิต หลายคนบอกว่า วัดพระธรรมกายรวยก็รวย ทำไมไม่ให้ทุนการศึกษา ที่จริงมีเยอะครับ เยอะมาก เช่นโครงการวีสตาร์ แว่วๆว่าแต่ละปีวัดทุ่มให้กับทุนการศึกษานักเรียนกว่าร้อยล้าน บริจาคโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เปิดคลีนิครักษาฟรี ยังไม่รวมงานสังคมสงเคราะห์ของลูกศิษย์ตัวบิ๊กๆ..แน่นอน ไม่เป็นข่าว
-
เพราะ อะไร ส่วนหนึ่งอาจมาจาก เหมือนสำนักข่าวก็ไม่อยากpr ให้วัดนั่นแหละ กลัวถูกครหาว่าเป็นสาวก เพราะขนาดลูกศิษย์ลูกหาแท้ๆ ยังไม่กล้าเปิดเผยตัวต่อสาธารณะ ทั้งๆที่มีอยู่ทุกวงการ กลัวถูกสังคมรังเกียจ ข่าวว่าแต่ละวันแต่ละเดือน ก็จะคอยภาวนาว่า "วัดชั้นจะถูกพันทิบกับสำนักข่าวขุดขึ้นมาด่าอีกไหมหนอ" ชนชายขอบเหล่านี้ ยอมรับว่าน่าเห็นใจ ก็กลัวๆอยู่ว่าวันดีคืนดีเค้าจะลุกขึ้นมาเอามีดปาดคอหรือทำระเบิดพลีชีพใส่ พวกด่าวัดพระธรรมกาย อย่างกลุ่มไอเอสรึเปล่า แต่ทางวัดก็คงไม่สอนแบบนี้หรอก สบายใจได้
-
อีกอันเรื่องการบริจาค วัดนี้ จากการวิจัย ไม่ได้เน้นเรื่องทำทานนะครับ เน้น "ภาวนา" หรือนั่งสมาธิเป็นหลัก ใครเคยไปจะรู้ว่านั่งจนตาตุ่มด้าน นั่งจนจะไปนิพพาน จะไปที่สุดแห่งธรรม นี่คือแก่นคำสอนของวัดเลย เราต้องเข้าใจใหม่เวลาจะวิจารณ์เค้า ไม่ใช่อยู่ก็เปิดหน้าว่า "สอนผิดๆสอนทำบุญเยอะๆ" แค่นี้ก็พูดกันคนละภาษาแล้ว ผมเชื่อว่าคนวัดพระธรรมกายคุยได้ แม้บางครั้งเราจะไม่เข้าใจ เพราะอุดมการณ์สูงสุดในชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน การให้ค่าต่อสิ่งหนึ่งๆจึงไม่เหมือนกัน เราอย่าเพิ่งเอามาตรฐานตัวเราไปเปรียบเทียบ ขอเตือน เดี๋ยวเงิบ
-
ส่วน เรื่องศีล ชาววัดพระธรรมกาย ถือศีล5 เป็นปกติ เพื่อนผมที่เป็นชาววัดบางคนถือศีล8เลยจ้า ถ้าใครมีเพื่อนเข้าวัดนี้ สังเกตง่ายๆว่าจะไม่ดื่มเหล้าสูบุหรี่ วันอาทิตย์ก็เข้าวัดตลอด ไม่รู้ว่าล้างสมองกันยังไง
-
กลับมาเรื่องบริจาค มีทั้งคนทำน้อยทำมาก ไม่บังคับ และที่สำคัญ อันนี้ขีดเส้นใต้8ล้านที "วัดนี้ไม่เคยสอนว่าต้องทำบุญมากๆถึงจะได้บุญมาก" และไม่เคยสอนว่าเอาเงินซื้อสวรรค์ซื้อนิพพานได้ วัดสอนตามหลักพุทธทุกอย่าง คือ บุญกริยาวัตถุ10 เรื่องเชียร์ทำบุญกันก็เป็นกุศโลบายกำจัดความตระหนี่จากใจ สละโลภ อย่างบุคคลในสมัยพุทธกาล อันนี้ทางวัดจะย้ำ โดยเฉพาะดำเนินตามรอยนิสัยพระพุทธเจ้าตอนเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ ที่แบบว่า ยอมตายได้เพื่อสร้างบารมีทั้ง10ทัศ
-
เท่าที่สังเกต วัดนี้คนปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง มีเป้าหมายคือ "เข้าถึงวิชชาธรรมกาย" ไม่เชื่อถามดู ไม่ได้มาวัดเพื่อบริจาคแล้วหวังรวย พวกเราจำใส่หัวกันใหม่นะ อีกอย่าง ชาววัดนี้ ไม่ได้หวังอยู่แค่สวรรค์ แต่หวังนิพพาน และไกลกว่านิพพานเฉพาะตัวเอง คือใช้คำว่า "รื้อสัตว์ขนสัตว์เข้านิพพานให้หมด" ด้วยการชวนคนทั้งโลกมาปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิให้เข้าถึงวิชชาธรรมกาย เท่ากับการบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนาชั้นเบื้องต้น จนลุ่มลึกเข้าไป
-
สรุป ง่ายๆคือ หมู่คณะวัดพระธรรมกาย ปฏิญาณตนสั่งสมบารมีไปเรื่อยๆ เติมเต็มไปทุกชาติ จนกว่าจะเข้านิพพาน เมื่อรู้ว่าระหว่างภพชาติที่ยังไปไม่ถึงก็สร้างบุญเป็นเสบียงให้เกิดมามี พร้อม อันนี้คือความคิดของคนวัดนี้ ก็น่าคิดเล่นๆนะว่า มิน่าล่ะถึงมีแต่เศรษฐี
-
อย่าลืมว่าแนวทางคำสอนอย่างนี้ อยู่ในศาสนาพุทธนี่แหละ เห็นมั้ย ผมเองก็เพิ่งมารู้ก็ตอนได้ศึกษาศาสนาพุทธจริงๆ ใหม่ๆก็นึกเปรียบเทียบวัดทั่วไปที่เคยเห็น เลยว่าวัดนี้แปลกๆเกินไป
-
เรื่อง หลักคำสอนอื่นๆ วัดนี้สอนได้ครบถ้วนหมด สอนให้คนละ ปล่อยวางได้ ถึงมีคนมาบวชตลอดชีวิตที่วัดนี้เยอะไงครับ เห็นมีบางคนบอกว่ามาบวชแล้วจะรวยรึเปล่า อารมณ์แบบอัดฉีดรึเปล่า อันนี้ต้องมาลองดู แต่เพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยมาบวชอยู่หลายรูป เก่งกว่าเราทั้งนั้น เพื่อนเราไม่น่าจะโง่ให้เค้าหลอกนะ ว่าจะแวะไปกราบบ้าง
-
สรุป วัดพระธรรมกายก็เหมือนวัดทั่วไปนี่แหละครับ เพียงแต่สเกลใหญ่กว่ามากๆๆๆมีทั้งสอน ทั้งปฏิบัติธรรม ทั้งเผยแผ่ พระที่วัดนี้ไม่ได้นั่งๆนอนๆเล่น ทุกรูปต้องรับบุญหรือทำงานตามหน้าที่ ตอนนี้พระในวัดน่าจะเกือบ2,000รูป อุบาสกและอุบาสิกา คือ ชาวบ้านแบบเราๆนี่แหละครับ ที่เค้าละทางโลกได้ แล้วเลื่อมใสปาวารณาตัวบอกว่าช่วยงานศาสนาถือศีล8 กินข้าวก้นบาตรอยู่ในวัดอีก2,000คน รวมๆบุคลากรน่าจะ4,000คน ตัวเลขผิดพลาดต้องขออภัย มีสาขาอยู่ทั่วประเทศและทั่วโลก ยังไม่รวมคนงานและแม่บ้านโรงครัวเป็นที่เป็นการจ้างงานคนในพื้นที่และต่าง จังหวัดอีกมากมาย
-
และแน่นอน พูดตรงๆถ้างานใหญ่ก็ต้องใช้งบเยอะ คนที่สร้างวัดหรือสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมจะรู้ดี ไม่เชื่อไปถามท่าน ว. ที่ไร่เชิญตะวัน และเมื่อมีที่ก็ต้องมีคนมา ถ้าจะให้คนมาก็ต้องมีพิธีกรรม ซึ่งไม่แปลก เห็นจะแปลกตรงที่วัดพระธรรมกาย ไม่เคยและไม่มีมหรสพเพื่อดึงคนเข้าวัด และไม่เคยเห็นรูปบูชาอื่นใดนอกเหนือไปจากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ในวัดนี้ ส่วนดวงแก้ว หมายว่าเป็นดวงธรรม หรือ พระธรรมภายใน และสมารถใช้เป็นนิมิตรฝึกสมาธิด้วย พระอาจารย์วัดนี้จะแนะนำทุกครั้งที่มีคนใหม่เข้าวัดแล้วสงสัย
-
ส่วน เรื่องหลักการทำสมาธิที่ว่าแปลกๆไปนั้นส่วนตัวผมว่าไม่แปลก ในพุทธมีหลายวิธี แนวของวัดนี้ก็มาจากวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ หรือแนว "สัมมาอรหัง" นี่แหละครับ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายไม่ได้คิดเอง ชอบไม่ชอบอย่างไรก็ว่ากันตามจริต ซึ่งถ้าหากจะวิจารณ์เรื่องหลักการวิปัสนาก็ต้องแม่นๆส่วนตัวผมไม่ถนัด เพราะยังเป็นคนกิเลสหนาปัญญาหยาบ ไม่เจนจัดเรื่องนี้ ถ้าเหาะได้เมื่อไหร่จะมาเล่าให้ฟังแล้วกันครับ
-
พูดถึงตรงนี้ บางครั้ง ผมว่าชาวพุทธเลิกหลอกตัวเองว่าเป็นวิทยาศาสตร์เถอะครับ เรื่องนรก สวรรค์ ผีสางนางไม้มีอยู่ในพระไตรปิฎกชัดเจน ส่วนใหญ่เป็นวิทยาศาสตร์จริง แต่บางส่วนก็อาจไม่ใช่ หรือที่ชาวพุทธเราปลอบใจตัวเองว่า "วิทยาศาสตร์ยังไปไม่ถึง"
-
และคนที่วิจารณ์คนอื่นว่า "โง่งมงาย ไม่ใช่พุทธแท้ๆเฟ้ย!" อย่าให้เห็นนะครับว่าอัพเฟซบุ๊คว่าไปแก้ปีชง หรือไปไหว้เทพเจ้าแขกที่ไหน มันดูตลกย้อนแย้ง คนวัดพระธรรมกายเค้าจะหัวเราะเยาะแล้วแผ่เมตตาให้เราซะงั้นไป
-
มาถึง เรื่องการเมืองบ้าง ผู้สนส่วนใหญ่มักคิดว่าวัดนี้เป็นของเสื้อแดงจ้า อดีตนายกฯสร้างบ้าง (วัดนี้อายุ40กว่าปี) บ้าไปแล้ว..จากการสำรวจพบว่า คนเข้าวัดนี้ มีทุกสี แต่ใบ้นิดนึงว่าก็เป็นไปตามโครงสร้างประชากรของประเทศ คิดว่าประเทศไทยนิยมสีไหนมาก ก็คนสีนั้นแหละเข้าวัดมาก ส่วนบุคคลสำคัญก็มีทั้ง2ฝั่งที่เข้าวัดนี้ ไม่รู้ว่ามานั่งสมาธิข้างกันได้ยังไง
-
และแน่นอนว่า การขยายขนาดนี้ย่อมกระทบ กระตุกหนวดเสือ ทางวัดพระธรรมกายก็รู้ มีการทำสำรวจและรู้ตัวขบวนการที่ชาววัดบอกว่ามุ่งดิสเครดิตวัด
-
ใน ฐานะทำงานด้านข่าวยอมรับว่ามีจริง และมีทุกวงการ อย่างพวกทีมไซเบอร์ทั้งหลาย อีกทั้ง ชาววัดนี้มักเล่าสู่กันฟังรุ่นต่อรุ่นว่า "ถ้าสื่อสำนักไหนตั้งธงเล่นงานพระบ่อยๆส่วนใหญ่เจ๊งทุกราย"
-
ข้อมูล อีกอย่างที่ควรรู้ การเผยแพร่พุทธระดับโลก วัดพระธรรมกาย ในนาม มูลนิธิธรรมกาย คือแนวหน้าองค์กรพุทธโลก ที่มีความพร้อมทั้ง คน งาน เงิน มีวัดมหายานทางใต้หวัน จีน มาดูงานและร่วมพิธีบุญทุกปี พุทธแบบต้นกำเนิด อย่างอินเดีย เนปาล ศรีลังกา ก็บินมาด้วย เพราะอะไร ผมคิดว่า เพราะเค้าไม่ได้อีโก้สูงอย่างพุทธแบบไทยๆไงล่ะ
-
อีกเรื่อง นิสิตนักศึกษาที่ซึ้งในรสพระธรรม(กาย) ก็พากันไปตั้งชมรมในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ (มานานหลายสิบปี) ระยะหลังมาเริ่มมีชมรมใหม่ๆขึ้นมาไฝว้กับสายวัดพระธรรมกาย ซึ่งไม่รู้ว่าเพื่ออะไร (เฉพาะราย)
-
วัด พระธรรมกายไม่เคยสั่งสอนให้คนติดกิเลส มัวเมาในวัตถุ ชื่อเสียงเงินทอง อันนี้ต้องยอมรับตรงๆ แต่ภาพลักษณ์ภายนอกที่ออกไปถูกตีความและส่งต่อเช่นนั้น เป็นเรื่องที่ต้องรีแบรนดิ้งใหม่
-
เรื่องคดีความ ทั้งเรื่องคดีเงินทอง ทั้งของวัดและของลูกศิษย์ หรือข้อกล่าวหาทางพระวินัย ผมอยู่วงการข่าวมานาน มันมีเบื้องหน้าเบื้องหลังทั้งนั้น สืบไปสืบมาเดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องโอละพ่อ เอาเป็นว่าทางวัดก็มั่นใจว่าวัดไม่ผิด แบบว่า แหม่ ขนาดยุงยังไม่ตบ ใครจะกล้าทำเรื่องไม่ดี นรก-สวรรค์ นิพพาน ก็สอนกันปาวๆ ส่วนใครไม่ชอบวัดนี้ บอกว่าวัดผิด ก็ว่ากันไปตาม พยานหลักฐานในกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ศาลเตี้ย
-
ส่วนเรื่องวงในลูก ศิษย์ลูกหาสายแนวคำสอนวิชชาธรรมกายของหลวงปู่สดเอง ก็ใช่ว่าจะราบรื่นเป็นทองแผ่นเดียวกัน วัดพระธรรมกายเองจะถูกค่อนแคะ เช่นว่า อ่ะโด่วว!สอนสมาธิได้แค่เบสิคๆบ้าง เจ้าอาวาสไม่ได้บรรลุวิชชาธรรมกายชั้นสูงบ้าง เรื่องผู้สืบทอดบ้าง เวลาพระจากวัดนี้ออกไปเทศน์สอนสมาธิก็บอกแค่หลักง่ายๆสบายๆ ตรงศูนย์กลางกาย ตรงนี้แหละ! เชื่อว่าบางชาววัดพระธรรมกายบางคนคงลำบากใจ วางตัวไม่ถูก พอพูดเรื่องการปฏิบัติธรรม หรือ ผลของการปฏิบัติธรรมชั้นสูง ซึ่งตามหลักพุทธ ผลพลอยได้คือฤทธิ์ทางใจต่างๆ เดี๋ยวได้ถูกชาวโซเชียลทั้งหลายหาว่า "ศาสนาพุทธไม่เน้นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์" บ้างล่ะ หรือ "อวดอุตริฯ" บ้างล่ะ อืมม สรุปจะเอาไงกันแน่ ผมเลยคิดได้ว่า พระหรือบุคลากรวัดนี้ได้แต่อยู่เฉยๆ ทำแบบที่เคยทำมานั่นแหละ เจ็บตัวน้อยสุด
-
เรื่องของการวิจารณ์ เท่าที่สัมผัส ผมว่าชาววัดนี้เปิดใจให้คุณวิจารณ์เต็มที่ เพียงแต่ช่วยดูข้อมูลให้รอบด้าน และวิจารณ์ให้มีมาตรฐานเดียวกันกับทุกๆกรณี และชาววัดนี้คงอยากให้ชาวพุทธทั้งหลายออกมารัก หวงแหน ปกป้องศาสนาพุทธอย่างจริงๆจังๆกับหลายๆเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา และผมยังเชื่อว่าท้ายที่สุด ชาววัดพระธรรมกายก็ยังคงเป็นคนเป็นชายขอบ และเชื่อว่าก็คงทำโครงการต่างๆต่อไป ก้มหน้าให้สังคมด่าและล้อเลียนต่อไป โดยจะไม่ใช้แนวทางฟ้องร้องทางกฎหมายมาจัดการ ทั้งๆที่ทำได้ แต่อาจชั่งใจดูแล้วหรือจะใช้แนวทางแก้ไข ไม่แก้แค้น ก็เป็นได้
-
ถ้าวัดนี้ทำไม่ดี เป็นภัยต่อพุทธศาสนาจริง ด้วยกฎแห่งกรรม ก็ขอให้ล่มจ่ม มีอันต้องเป็นไป แต่ถ้าทำดีทำถูกต้องก็ขอให้ประสบผลตรงข้าม
-
ส่วน ตัวแนะนำ ถ้าสงสัยอะไรให้โทรไปถามวัดเลย เบอร์ 02 831 1000 ดีกว่าการตั้งกระทู้ถาม ตรงที่เถียงกันไม่รู้จบ เพราะเชื่อว่าต่างคนต่างยกสำนัก ยกย่องครูบาอาจารย์ของตัวเอง
-
แต่ถ้า หากใครไม่ชอบวัดนี้จริงๆ คุยกันแล้วไม่รู้เรื่อง ไม่ถูกจริต ก็อยู่กันได้ ไม่จำเป็นต้องตั้งท่ารังเกียจ หรือขนาดอาฆาตพยาบาทจะเอาตะปูเรือใบ เอาเศษแก้วไปโรยให้พระธุดงค์ของวัดนี้ อันนี้ต้องถือว่าไม่มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์แล้วล่ะ ตรงนี้ คนที่ไม่ชอบจริงๆต้องถือเสียว่า วัดพระธรรมกายเป็นอีกกลุ่มความคิดนึง เป็นอีกศาสนานึง เป็นอีกความเชื่อนึง เหมือนที่เราอยู่กับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆศาสนิกอื่นรอบๆกายเรา เอาใจเขามาใส่ใจเรา สังคมเราจะน่าอยู่มาก ส่วนพวกที่บอกว่า "ชั้นว่าธรรมกายไม่ใช่พุทธแท้ ประกาศแยกนิกายไปเลยสิ" อันนี้ก็ด่วนสรุปเกินไป เดี๋ยวจะเข้าทำนอง "ยูว์ไปเอาความมั่นใจผิดๆนี้มาจากไหน" ชาววัดพระธรรมกายโดนด่าขนาดนี้ คุณไม่ถูกปาดคอ หรือก่อความไม่สงบแบ่งแยกดินแดนเป็นรัฐอิสระแถวคลองหลวงก็บุญโขแล้ว ขอจงอดทนอดกลั้นทุกฝ่ายก็แล้วกันครับ ปรองดองครับปรองดอง ท่านผู้นำบอกมา
คนที่รักวัดอยู่แล้วผมเตือนแล้วนะครับตอนแรกว่าอย่าอ่านถ้าไม่แน่จริงเพราะอารมณ์ท่านอาจเปลี่ยนจากที่รักวัดอยู่แล้วอาจ...รักวัดยิ่งขึ้น
‪#‎เพจเรารักวัดพระธรรมกาย‬

อ่านมาถึงตรงนี้ อยากแฉต่อก็แชร์ให้เพื่อนรู้ละกันครับพี่น้อง
ข้อมูลจากเพจ : เรารักวัดพระธรรมกาย

องค์กรสิทธิฯ กล่าวประนาม ทรราช คสช.หลอกลวงนานาชาติ

องค์กรสิทธิฯ กล่าวหารัฐบาลไทยหลอกลวงนานาชาติ เสนอข้อมูลเท็จในรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน

-
องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ FIDH ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงปารีสของฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์ในวันนี้ (18 พ.ค.) กล่าวหาว่ารัฐบาลไทยหลอกลวงนานาชาติเรื่องสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศ ระหว่างการรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยต่อที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา

-
องค์กร FIDH โต้แย้งข้อมูลของตัวแทนรัฐบาลไทยที่เสนอต่อที่ประชุม UNHRC ซึ่งระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวอย่างจำกัด ทั้งที่ข้อเท็จจริงนั้น พล.อ.ประยุทธ์ บังคับใช้อำนาจตามมาตรา 44 ถึง 70 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค.2557-4 พ.ค.2559

-
นอกจากนี้ แถลงการณ์ของ FIDH ยังระบุว่า แม้ตัวแทนรัฐบาลไทยประกาศจะดำเนินการตามข้อเสนอแนะระหว่างการประชุมดังกล่าว แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีการลิดรอนสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นจำนวนมากนับตั้งแต่เกิดรัฐประหารปี 2557 เป็นต้นมา เห็นได้จากการควบคุมความเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยรัฐบาลไทยอ้างว่าจำเป็นต้องป้องกันความแตกแยกในสังคม แต่กลับส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการแสดงออกตามความเชื่อทางการเมืองของบุคคล ที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานและได้รับการคุ้มครองตามข้อตกลงระหว่างประเทศ

-
นายคาริม ฮาลิดจี ประธานองค์กร FIDH กล่าวว่าความพยายามของรัฐบาลไทยที่จะกวาดปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปซุกไว้ใต้พรม ได้ถูกตีแผ่ต่อที่ประชุมในนครเจนีวา และสมาชิกสหประชาชาติจำนวนมากต่างกังวลต่อสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนที่กำลังเป็นปัญหาในประเทศไทย
ทั้งนี้ ในการประชุมที่นครเจนีวาดังกล่าว ตัวแทนจาก 97 ประเทศสมาชิกสหประชาชาติทั่วโลก ได้ยื่นข้อเสนอแนะ 249 ข้อต่อรัฐบาลไทย ขณะที่ตัวแทนรัฐบาลไทยยอมรับว่าจะพิจารณาข้อเสนอแนะ 181 ข้อ และจะให้คำตอบเรื่องข้อเสนอแนะอีก 68 ข้อที่เหลือในการประชุม UNHRC ครั้งที่ 33 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นอีกครั้งในเดือน ก.ย.2559

Cr. บีบีซีไทย - BBC Thai



รำลึก 19 พ.ค. 2559 6 ปีแล้วที่ ยังหาตัว ฆาตกรที่ประหัดประหาร ประชาชนไม่ได้

รำลึก 19 พ.ค. 2559

6 ปีแล้วที่ ระบบศาล ยุติธรรม ยังหาตัว ฆาตกรที่ฆ่า ประชาชนไม่ได้

ทั้งๆ ที่ พวกฆาตกรเหล่า เดินกันทั้งในสภาและ หน่วยงานราชการทั่วไป

------------------------------------------------------------------------------

ประชาชนร่วมร้อย ผูกผ้าดำ-ตะโกนที่นี่มีคนตาย กลางแยกราชประสงค์
เวลาประมาณ 17.30 น.ประชาชนร่วมร้อยคนมาชุมนุมที่ป้ายสี่แยกราชประสงค์ เพื่อรำลึกเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงในปี 2553 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยประชาชนร่วมกันผูกผ้าดำ และร้องเพลงเพื่อมวลชน นอกจากนี้ยังมีคนลงไปทำท่านอนตายที่พื้น ขณะที่คนอื่นๆ ตะโกนว่า "ที่นี่มีคนตาย"

Cr. Prachatai 




"เราเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของหลวงพ่อธัมมชโย"


รำลึก พฤษภา 2553 (จากทางบ้าน)

ความทรงจำโดยตรงของผมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ความคับแค้นอันยากที่จะลืมมันไป...

----------------

เดือนนี้ประมาณกลางๆเดือนย้อนกลับไปเมื่อปี 2553 ใครๆก็รู้ว่าเวลานี้เมื่อ 6 ปีก่อน ใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร รัฐบาลกำลังใช้กองทัพพร้อมอาวุธสงครามครบมือ ออกมา "กวาดล้างเสื้อแดงในนามกระชับพื้นที่"

รัฐบาลอภิสิทธิ์ตัดสินใจใช้กำลังติดอาวุธเข้าสลายประชาชน ณ ที่แห่งนั้น...

เวลานั้น ผมกำลังเรียน ป โท มหาวิทยาลัยใกล้ๆกับราชประสงค์ และทำงานเป็น NGO ด้านสิทธิมนุษยชนในองค์กรหนึ่งชื่อว่าคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) เป็นองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนเล็กๆองค์กรหนึ่ง

ด้วยความที่กำลังเรียนและกำลังทำงานทางด้านนี้ ประกอบกับความกระตือรือร้นทางการเมืองของตัวเอง จึงได้แวะเวียนไปยังที่ชุมนุมของเสื้อแดงที่ราชประสงค์เกือบทุกวัน ไปถ่ายรูป ไปคุยกับคนที่มาชุมนุม หาซื้ออะไรกิน ฯลฯ

ก่อนหน้ารัฐบาลใช้กำลังเข้าสลายชุมนุม มันมีการปะทะประปรายกันตามแนวรั้วที่ชุมนุม ผมอยู่ในเหตุการณ์หลายๆเหตุการณ์โดยเฉพาะการปะทะบนถนนสีลม ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลขว้างปาสิ่งของ ยิงประทัด ยิงหนังกะติ้กใส่กับการ์ดเสื้อแดงเป็นชั่วโมงๆก่อน ตร.ชุดสลายชุมนุมมาถึง (ผมจำวันที่แน่นอนไม่ได้)

หลังจากรัฐบาลประกาศกระชับพื้นที่ บรรยากาศในที่ชุมนุมมีความตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด มีการเพิ่มกำลังการ์ดอีกหลายเท่าตัวทั้งการ์ดจัดตั้งและการ์ดอาสา

ผมยังเดินทางเข้าๆออกๆในที่ชุมนุมได้ตลอด

จนถึง "วันจริง"

------------

ในวันที่เสธแดงถูกยิง วันนั้นผมเดินอยู่ใกล้ๆกลุ่มนักข่าวที่มาทำข่าวเสธแดง ผมอัดวิดีโอและถ่ายรูปตามปกติ ทันใดนั้นเกิดการชุมลมุนวุ่นวายในกลุ่มนักข่าว ผมรีบวิ่งไปดู เห็นกับตาว่ามีเลือดไหลออกจากศรีษะของนายทหารคนนั้นเป็นลิ่มๆ ทุกคนช่วยกันประคอง ต่อมาไม่นานนักรถฉุกเฉินวิ่งเข้ามารับร่างนายทหารคนนั้นออกไป

คืนวันที่เสธแดงถูกยิง รั้วรอบที่ชุมนุมปิดไฟลงหมดทุกด้าน ผมได้ยินเสียงปืนยิงประทะกันแทบตลอดทั้งคืน

คืนนั้นผมออกไปไหนไม่ได้เพราะปิดทางเข้าออกอย่างสิ้นเชิง ผมจึงได้แต่เดินไปสำรวจรอบๆสถานที่เกิดเหตุ และเห็นว่าการ์ดเสื้อแดงถือ มีด ไม้ หนังสะติ้ก เดินไปมาเหมือนมีอะไรซักอย่างไม่ชอบมาพากล

ผมเข้าใจว่ามีการประทะกันระหว่างการ์ดเสื้อแดงและบุคคลลึกลับภายนอก เพราะมีรการยิงประทะกันตลอดทั้งคืน

ในช่วงที่พีคที่สุดของการประทะ ผมดันเอาตัวเองไปยืนแถวแนวยิงอย่างไม่ตั้งใจ ด้วยความมืดและความโกลาหน มีจังหวะยิงประทะกัน มีลูกกระสุนจากข้างนอกถูกยิงเข้ามา ทะลุระหว่างขาของผมอย่างฉิวเฉียด ลูกกระสุนกระแทกลงไปกับพื้นข้างเท้าขวา มีการ์ดคนหนึ่งวิ่งมาคว้าตัวของผมออกไปจากจุดนั้น

"คุณๆๆๆๆ ออกมาก่อน ไปเดินอะไรแถวนั้น เดี๋ยวตาย มีคนถูกยิงแล้วสามสี่คนตรงนั้น"

นั่นเป็นวันที่ผมจดจำมาตลอดจนถึงวันนี้

-------------

หลังจากวันเสธแดงถูกยิง บรรยากาศที่ชุมนุมทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างหนัก ทางเข้าออกหลักๆทั้งหมดถูกปิดตาย คนนอกออกไม่ได้ คนในห้ามเข้า

ผมยังไปๆมาๆระหว่างที่ทำงานกับม๊อบอยู่ตลอด แต่เข้าออกทางอื่นๆที่ไม่ใช่ทางเข้าปกติ

ผมรู้สึกว่าป้อมปราการแห่งนี้ไม่มั่นคงเอามากๆ อีกอย่าง มีเพื่อนของผมคนหนึ่งโทรเข้ามา บอกว่ามึงออกจากตรงนั้นได้แล้ว ทหารมันเอาจริง มึงออกมาก่อน

ผมตัดสินใจออกจากที่ชุมนุม และไม่กลับเข้าไปอีก ทั้งเพื่อนและพี่ขอเอาไว้ว่าให้ใจเย็นๆก่อน

เมื่อผมออกมาจากราชประสงค์ได้เพียงวันเดียว ยุทธการปิดเมืองยิงเสื้อแดงได้โหมโรงอย่างคึกคะนอง ฐานที่มั่นเสื้อแดงหลายจุดถูกทหารสลายลง มีศพนอนตายจุดนั้นจุดนี้ให้เห็น มีควันไฟจากยางรถยนต์ มีเสียงปืนดังขึ้นกึกก้องกลางเมืองเป็นระยะ

พวกเขายิงประชาชน

พวกเขายิงประชาชน

พวกเขายิงประชาชน

ผมกล่าวกับตัวเองซ้ำๆๆๆ น้ำตาไหลลงอาบแก้มอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ อ่านข่าว ดูรายงานสดด้วยความคับแค้นจิตใจอย่างมหาศาล

ไม่นึกว่าคนอายุ 26-27 อย่างผมต้องมาพบเจอประสบการณ์ทางการเมืองอันเลวร้ายขนาดนั้นมาก่อนในชีวิต และผมมีส่วนร่วมกับมันโดยตรง

ผมจึงลืมมันไม่ได้ และจดจำจิตใจคับแค้นของตัวเองได้ดีจนถึงวันนี้