Wednesday, May 25, 2016

‘บุรินทร์ อินติน’ จากช่างเชื่อมผู้เห็นใจเสื้อแดง สู่ ผู้ต้องขังคดี 112

'บุรินทร์ อินติน' จากช่างเชื่อมผู้เห็นใจเสื้อแดง สู่ ผู้ต้องขังคดี 112

Wed, 2016-05-25 20:30

ทีมข่าวกระบวนการยุติธรรม

Cr. prachatai

เปิดบางแง่มุมชีวิต หนุ่มเหนือ-ช่างเชื่อมวัย 28 ปีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองเมื่อปีที่แล้ว เขาถูกจับใน กิจกรรม "ยืนเฉยๆ" พร้อมคนอื่นๆ แต่เป็นคนเดียวที่ไม่ถูกปล่อยตัว เนื่องจากถูกตั้งข้อหา 112 ถึง 2 คดี ปัจจุบันถูกฝากขังผัด 3 อย่างเงียบเชียบ

ภาพบุรินทร์ อินติน เพิ่งปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์หรือโลกออนไลน์เคียงคู่ สิรวิชญ์ เสรีธิวัตน์ หรือจ่านิว และคนอื่นๆ ในกลุ่มพลเมืองโต้กลับในเหตุการณ์ "ยืนเฉยๆ" ครั้งที่ 3 เมื่อ 27 เม.ย.2559 ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ เพื่อเรียกร้องให้ทหารปล่อยตัว วัฒนา เมืองสุข และประชาชนที่ถูกทหารคุมตัวไปก่อนหน้านั้น

ผู้คนอาจงุนงงสงสัยว่าเขาคือใคร เนื่องจากเป็นคนธรรมดาที่ไม่ใช่นักกิจกรรมทางการเมือง และไม่ใช่ชาวบ้านขาประจำที่ร่วมกิจกรรมทางการเมืองมายาวนานจนเป็นที่รู้จัก และนั่นทำให้การคุมขังเขาในเรือนจำเป็นไปอย่างเงียบเชียบ

ย้อนกลับไปที่เหตุการณ์นั้น สมาชิกพลเมืองโต้กลับที่ปรากฏตัวที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ทั้งหมดถูกนำตัวไปสน.พญาไท รวมถึงบุรินทร์ด้วย และในระหว่างการสอบสวนนั้นเอง ทหารได้บุกเข้าควบคุมตัวบุรินทร์ถึงห้องสอบสวนนำขึ้นรถตู้ออกไปโดยไม่รู้ที่หมาย...เพียงคนเดียว ท่ามกลางความสับสนงุนงงของทุกคนที่สถานีตำรวจ เขาอยู่ในความควบคุมของทหาร 1 วัน ก่อนตำรวจจะนำตัวเขามาแถลงข่าวแจ้งข้อกล่าวหา มาตรา 112

นายทหารยศพันเอกชื่อเดียวกับเขา คือ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ได้ให้ข่าวกับสื่อมวลชนถึงที่มาที่ไปของการจับและแจ้งข้อหานี้ว่า ทหารเฝ้าติดตามพฤติกรรมบุรินทร์ อินตินมาตลอด สายข่าวพบการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ Burin Intin ในลักษณะต่อต้านการบริหารงานของรัฐบาลและ คสช.รวมทั้งมีการแชตพูดคุยกับบุคคลอื่นโดยมีข้อความลักษณะหมิ่นเบื้องสูง เข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กระทั่งวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา เวลา 12.13 น.นายบุรินทร์โพสต์คลิปวิดีโอความยาวประมาณ 40 นาที พร้อมข้อความ "นู๋อยากโดนอุ้ม#ปล่อยเพื่อนเราที่โดนอุ้ม" ก่อนจะมีบุคคลเข้ามาแสดงความคิดเห็นในคลิปดังกล่าว และนายบุรินทร์ตอบความคิดเห็นในลักษณะหมิ่นเบื้องสูง

ไม่นานหลังการให้ข่าวนี้ มีการออกหมายจับ 'แม่จ่านิว' หรือพัฒน์นรี เสรีธิวัฒน์ ในข้อหาความผิดตามมาตรา 112 โดยตำรวจอ้างถึงการสนทนาส่วนตัวในกล่องข้อความของเฟซบุ๊ก ระหว่าง บุรินทร์ กับ แม่จ่านิว เนื้อหาที่สนทนานั้นไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ทนายความของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่เข้าไปช่วยเหลือทางคดีกับแม่จ่านิวได้ออกมาเปิดเผยว่า ตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาอ้างอิงบทสนทนาที่แม่จ่านิวตอบกลับบุรินทร์เพียงคำว่า "จ้า"

"จ้า" กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ถูกวิจารณ์อย่างหนัก พร้อมๆ กับคำถามว่าเจ้าหน้าที่เข้าถึงหลักฐานกล่องข้อความส่วนตัวได้อย่างไร จนในที่สุดตำรวจต้องออกมาแถลงข่าวว่าเข้าถึงข้อมูลอย่างถูกกฎหมาย แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด ขณะที่แม่จ่านิวก็ได้รับการประกันตัวในที่สุด

เวลานี้จึงมีบุรินทร์ อินติน เพียงคนเดียวที่ถูกจำคุกอยู่ เขาไม่มีญาติเยี่ยม และไม่มีเงินประกันตัวจนกระทั่งในการฝากขังผัดที่ 3 เมื่อ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา กลุ่มพลเมืองโต้กลับทำการระดมทุนได้ 300,000 บาทและยื่นประกันตัวบุรินทร์ แต่ศาลทหารปฏิเสธ

บุรินทร์ อินติน เป็นใคร?

หนุ่มคนงานช่างเชื่อมเหล็กร่างเล็ก วัย 28 ปี ผู้นี้มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดพะเยา เขาเรียนจบ ม.2 ครึ่ง ไม่ทันจบ ม.3 เพราะช่วงนั้นติดเกมส์อย่างหนัก บุรินทร์เล่าให้ฟังแบบซื่อๆ

บุรินทร์เล่าว่า ในคืนวันที่เขาถูกคุมตัวอยู่ที่ มทบ. 11 เจ้าหน้าที่ทหารพยายามที่จะให้เขามอบรหัสเฟซบุ๊กของเขาให้ แต่เขาไม่ยอมและใช้วิธีเงียบและ ไม่โต้เถียง ไม่ให้ข้อมูลแล้วก็ไม่ต่อปากต่อคำ นั่นอาจทำให้ผู้ควบคุมตัวไม่พอใจ ชายร่างใหญ่ในชุดปกติสวมหมวกไหมพรมคลุมศรีษะตบเขาที่บริเวณศรีษะอย่างแรงถึง 4 ครั้ง ขณะที่เจ้าหน้าที่ในห้องสอบสวนข่มขู่เขาว่า "มึงไม่รอดหรอก ไม่ได้ออกไปแน่ ถ้ามึงไม่บอกกู มึงจะโดนพาไปที่ๆ หนักกว่านี้"

เขายืนยันว่าเขาไม่ได้มอบรหัสเฟซบุ๊กให้เจ้าหน้าที่แต่อย่างใด แต่เจ้าหน้าที่กลับนำสำเนาเอกสารการพูดคุยในกล่องข้อความที่ถูกระบุว่าเป็นของเขา ออกมาประกอบการสอบสวน ที่สำคัญ เอกสารดังกล่าวปรากฏก่อนที่จะมีการไปยึดคอมพิวเตอร์ที่บ้านเขาเสียอีก อย่างไรก็ตาม ทนายความระบุว่า บุรินทร์เป็นชาวบ้านธรรมดาที่เพิ่งมาสนใจการเมือง ไม่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีมากนัก เขาเริ่มเล่นเฟซบุ๊กมาได้สักพักใหญ่และตั้งรหัสแบบจำง่ายที่ชาวบ้านร้านตลาดมักทำกัน นั่นคือ หมายเลขโทรศัพท์มือถือของตัวเอง

หลังการแจ้งข้อกล่าวหาหมิ่นสถาบันกับแม่จ่านิว โดยหลักฐานมาจากการสนทนากับบุรินทร์ ผู้คนในโลกไซเบอร์ต่างวิเคราะห์กันไปต่างๆ นานา จำนวนไม่น้อยสงสัยว่า บุรินทร์คือ "สาย" ของฝ่ายความมั่นคงที่พยายามมาตีสนิทและ "ล่อซื้อ" อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า บุรินทร์นั้นถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 แล้ว 2 คดี คดีแรกจากการตอบคอมเม้นท์หรือโพสต์ในเฟซบุ๊ก ส่วนคดีที่สองที่ตามมาคือ บทสนทนาส่วนตัวกับแม่จ่านิวนั่นเอง

เมื่อถามเขาว่าเขาเริ่มสนใจการเมืองตั้งแต่เมื่อไร บุรินทร์บอกว่า เขาสนใจการเมืองตั้งแต่อายุ 12 ขวบ เหตุเพราะชอบฟังเพลงเพื่อชีวิตโดยเฉพาะ วงคาราบาว นี่ชอบเป็นพิเศษ

"เริ่มแรกผมไม่ชอบนักการเมือง แต่ต่อมาผมยึดหลักว่าหากว่าใครที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ผมก็จะช่วยเหลือ" บุรินทร์กล่าว

เมื่อถามว่าบุรินทร์เป็นเสื้อแดงใช่หรือไม่ บุรินทร์ปฏิเสธและออกตัวว่า "ผมเป็นแค่คนที่เห็นใจคนเสื้อแดงเท่านั้น เพราะจากเหตุการณ์การเมืองที่ผ่านมา คนเสื้อแดงเป็นฝ่ายถูกกระทำ ในบางประเด็นผมก็ไม่เห็นด้วยกับคนเสื้อแดงอย่างเรื่องนิรโทษกรรมเหมาเข่ง เพราะผมคิดถึงคนที่เขาสูญเสียชีวิตหรือสูญเสียคนที่เขารักจากในเหตุการณ์ ถ้าคนที่เป็นผู้สั่งการไม่ต้องรับผิดแล้วพวกเขาจะมีความรู้สึกอย่างไร"

บุรินทร์เล่าว่าเขาเข้าร่วมกิจกรรมการเมืองครั้งแรกจริงๆ ก็ในช่วงเหตุการณ์ที่นักศึกษาโดนจับที่ สน.ปทุมวัน แม้การร่วมกิจกรรมดังกล่าวอาจถูกมองว่ามีความเสี่ยงในการท้าทายกฎหมาย แต่เขายืนยันว่ามันเป็นการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ชอบธรรม

บุรินทร์ทิ้งท้ายว่า ต่อให้จับเขามาขัง เขาก็จะยังไม่ยอมแพ้ เขาจะสู้ต่อตามสภาพที่เขาพอจะทำได้ต่อไป



ราชวงศ์ และ ทหารเผด็จการ คือ ศัตรูผู้ปองร้ายประชาชนหัวก้าวหน้า

ราชวงศ์ และ ทหารเผด็จการ คือ ศัตรูผู้ปองร้ายประชาชนหัวก้าวหน้า โดย ดร. เพียงดิน รักไทย  25 พ.ค.​ 2559

https://youtu.be/0Nge7ugnqa8

https://youtu.be/cSui_oE2cOA

https://youtu.be/t2bFzkjVthA

https://youtu.be/Y5r2hxNz7u8

---------------------

****************************

หากท่านคิดดี หวังดี และมั่นใจในความดีของท่าน ขอให้ปาวารณาตัว ร่วมเป็นมดแดงล้มช้าง ได้ที่

 

http://tinyurl.com/o2rzao8

หรือที่นี่ http://tinyurl.com/pcqjppt

 

หากลิ้งค์ข้างบนถูกบล็อก ให้ส่งรายละเอียดไปที่ 4everche@gmail.com โดยระบุ
1. ชื่อ (จัดตั้งหรือชื่อกลุ่ม
2.
จำนวนสมาชิกในเครือข่าย
3. จังหวัดและอำเภอ 
4. อีเมล์ 
5. ไลน์หรือเบอร์โทรศัพท์ 
6. อาชีพของท่านหรือสมาชิก

(Human Rights Watch) Thailand: Press Junta to End Torture, ‘Disappearances’

For Immediate Release

Thailand: Press Junta to End Torture, 'Disappearances' 
Laws Urgently Needed to Criminalize Cruel Practices 

(New York, May 24, 2016) – The Thai government should promptly act on pledges to make torture and enforced disappearance criminal offenses, Human Rights Watch said today. 

On May 24, 2016, Thailand's government announced it would submit a bill to criminalize torture and enforced disappearances to the military-appointed National Legislative Assembly. It also said Thailand would ratify the International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance. The government, however, provided no time frame for taking action on these pledges. 

"Officials who committed torture and enforced disappearances in Thailand have frequently avoided the severe punishment they deserve because the country's laws don't recognize these heinous crimes," said Brad Adams, Asia director at Human Rights Watch. "The government needs to take swift and concrete action to make torture and enforced disappearance criminal offenses and effectively implement the new laws."

If passed, the bill will be the first Thai law to recognize and criminalize torture and enforced disappearance – including for crimes committed outside Thailand – with no exemptions for political or security reasons. The draft law provides penalties for government officials who commit torture of up to 20 years in prison, 30 years if the torture leads to serious injury, and life imprisonment if the torture results in death. Officials who commit enforced disappearance will face up to 20 years in prison, up to 30 years if the enforced disappearance leads to serious injury, and life imprisonment if death results. Any commanders or supervisors will face half of the penalty if they intentionally ignore the knowledge of torture or enforced disappearance committed by their subordinates. 

Human Rights Watch has repeatedly urged successive Thai governments to ratify the International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance, which Thailand signed in 2012, and to amend its penal code to make enforced disappearance a criminal offense. Human Rights Watch called on the current government of Prime Minister Gen. Prayut Chan-ocha to make these reforms in the January 14 letter. Human Rights Watch has expressed serious concerns regarding the junta's repeated use of secret military detention, both under section 44 of the 2014 interim constitution against political dissenters and suspects in national security cases, and under the 1914 Martial Law Act against insurgent suspects in the southern border provinces, especially in the aftermath of the May 2014 coup.

"Enforced disappearance" is defined under international law as the arrest or detention of a person by state officials, or their agents, followed by a refusal to acknowledge the deprivation of liberty, or to reveal the person's fate or whereabouts. Enforced disappearances violate a range of fundamental human rights protected under international law, including prohibitions against arbitrary arrest and detention; torture and other cruel, inhuman, or degrading treatment; and extrajudicial execution. 

Since 1980, the United Nations Working Group on Enforced or Involuntary Disappearances has recorded 82 cases of enforced disappearance in Thailand. None of these cases have been successfully resolved. Human Rights Watch and other human rights groups working in Thailand believe that the actual number of such cases in Thailand is higher due to some families of victims and witnesses remaining silent for fear of reprisal and because the government lacks an effective witness protection system.

Torture and other cruel, inhuman, or degrading treatment or punishment are prohibited under international treaties and customary international law. Since October 2007, Thailand has been a party to the Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment, which specifically places an obligation on governments to investigate and prosecute acts of torture and other ill-treatment. Article 4 of the convention states that a government should "ensure that all acts of torture are offences under its criminal law. The same shall apply to an attempt to commit torture and to an act by any person which constitutes complicity or participation in torture." The government should also "make these offences punishable by appropriate penalties which take into account their grave nature."

Torture has long been a problem in police and military custody in Thailand. Since the military coup in May 2014, many individuals taken into military custody have said they were tortured or mistreated. Alleged methods of torture include beatings, electric shocks, and near suffocation. The junta has often dismissed allegations that the military, police, or other security forces have tortured and ill-treated detainees. Besides denying the allegations, the authorities have frequently accusedthose making allegations of making false statements with the intent of damaging Thailand's reputation. 

"Concerned states should step up now to insist the Thai government makes good on its pledges to combat torture and enforced disappearance," Adams said. "These deeply rooted problems, which are glaring proof of lawlessness and disrespect for basic rights, will require a strong and sustained effort to eradicate."

For more Human Rights Watch reporting on Thailand, please visit:
http://www.hrw.org/thailand

For more information, please contact:
In Bangkok, Sunai Phasuk (English and Thai): +66-81-632-3052 (mobile); or phasuks@hrw.org. Twitter: @SunaiBKK
In San Francisco, Brad Adams (English): +1-347-463-3531(mobile); or adamsb@hrw.org. Twitter: @BradAdamsHRW
John Sifton (English): +1-646-479-2499 (mobile); or siftonj@hrw.org. Twitter @johnsifton (Limited availability)

 

ผู้ตรวจการกระทวงต่างประเทศสหรัฐ ชี้ ฮิลารี่ คลินตั้น ผิดกฏจริง!!

A State Department inspector general's report faults former Secretary of State Hillary Clinton for not complying with policies for email preservation, according to a copy of the report obtained by CNN.

"At a minimum, Secretary Clinton should have surrendered all emails dealing with department business before leaving government service and, because she did not do so, she did not comply with the department's policies that were implemented in accordance with the Federal Records Act," said the report, which was provided to lawmakers.

It also said the actions of several other secretaries of state were reviewed, and inconsistencies were found.

อยากโค่นชินวัตรใช่มั้ย ?

อยากโค่นชินวัตรใช่มั้ย ?: กรุณาเปลี่ยนความคิดของคุณให้ได้ก่อนเถอะ
---------------
บทความนี้ผมต้องการขายมะพร้าวห้าวให้สวนที่ชื่อว่า "สวนเสื้อเหลืองและนกหวีด"
ผมเห็นใจพวกเขาอย่างหนึ่ง ลากยาวต่อต้านทักษิณและเสื้อแดงมาตั้งแต่ปี 2548 จนบัดนี้ปาเข้าไปสิบปีแล้ว
ยังเอาทักษิณและเสื้อแดงลงไม่ได้
รัฐประหารไปสองครั้งเต็มๆ 2549 และ 2557 ก็ยังโค่นสิ่งมีชีวิตที่ชื่อว่า "ทักษิณ" ลงไม่ได้อย่างเด็ดขาด
ซ้ำร้าย การเคลื่อนไหวต่อต้านทักษิณและเสื้อแดงของเสื้อเหลืองและนกหวีด ยังทำให้ทักษิณ เพื่อไทย เสื้อแดง มีสถานะสูงเด่นยิ่งขึ้นในทางการเมือง
ยิ่งฆ่ายิ่งแข็งแกร่ง ยิ่งโจมตียิ่งตาสว่าง ทุ่มไพ่จนแทบหมดหน้าตักก็ยังกินทักษิณไม่ลง
จนถึงขั้นทำลายระบอบประชาธิปไตยจนย่อยยับอัปปางลงกับมือ ก็ยังเอาชนะทักษิณไม่ได้
นี่คือ "ความโง่" ของฝ่ายตรงข้ามทักษิณครับ
------------
พูดไปใครๆก็รู้ว่าทักษิณผงาดขึ้นมาได้เพราะ...
1. ประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง
2. วิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจ การพัฒนา และการบริหารงาน รวมถึงแรงส่งจากวิกฤติเศรษฐกิจ 2540
3. แรงสนับสนุนจากประชาชนที่ทักษิณได้รับ เพราะนโยบายพรรค
สามอย่างนี้ คือฐานความชอบธรรมทางการเมืองสมัยก่อนถูก รปห. 2549
ข้อสุดท้าย หลัง 2549 ทักษิณได้รับแรงหนุนทางการเมืองเพิ่มขึ้นอีก เพราะว่าถูกโค่นด้วยวิธีการอันไม่ชอบธรรม
หลัง 2557 ทักษิณ ยิ่งลักษณ์ และเพื่อไทย ยิ่งได้รับสถานะอันสูงเด่นในทางการเมือง เพราะถูกรัฐประหารปล้นอำนาจตัวแทนจากประชาชนอย่างไม่ชอบธรรม
ดังนั้น สถานะที่แข็งแกร่งทางการเมืองของทักษิณจึงอยู่บนฐานทั้งสี่ข้อนี้
คุณเอาชนะทักษิณได้เป็นครั้งๆ แต่คุณไม่สามารถโค่นทักษิณได้เลยครับ
ทุกครั้งที่ทักษิณโดนล้ม เสื้อแดงก็ยิ่งแข็งแกร่ง เมื่อครั้งเสื้อแดงโดนสลาย 2553 เสื้อแดงคือ "ภัยคุกคามทางการเมือง" ต่อพวกคุณไปเรียบร้อย...
--------------
ดังนั้น วิธีการโค่นล้มทักษิณสิบปีมานี้ พวกคุณอาจจะเชื่อว่า "เป็นวิธีการที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้" เพราะพวกคุณ "สายตาสั้น" จะเอาชนะแค่เฉพาะหน้าโดยไม่สนใจว่าโครงสร้างต่างๆของไทยเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน สภาพความรู้สึกนึกคิดทางการเมืองของคนชนบทเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดไหน
คุณจึงเอาชนะได้แค่การรบเป็นยกๆ แต่ยังไม่ชนะสงครามกับทักษิณแม้แต่นิดเดียว
นี่ทำท่าว่ารัฐประหารครั้งนี้จะนำพาซึ่งความล้มเหลวอีกด้วย (หมายถึงล้มเหลวในการโค่นล้มชินวัตร)
-----------
วิธีการโค่นล้มทักษิณชินวัตรง่ายมากครับ
ง่ายจริงๆ....
เพียงแค่คุณเข้าใจว่าที่มาที่ไปอำนาจของทักษิณมาได้อย่างไร ทำไมจึงแข็งแกร่ง ทำไมคนสนับสนุนเยอะ
และต้อง "เปลี่ยนความคิด" ใหม่
1. คุณต้องเปลี่ยนวิธีคิดก่อนว่าการใช้วิธีเผด็จการ ใช้อำนาจนอกระบบ นอกกติกามาโค่นทักษิณ นอกจากทำไม่ได้ผลแล้ว ยังทำให้ทักษิณโดดเด่นเป็นฮีโร่ขึ้นมาด้วย (พิสูจน์จากสิบปีที่ผ่านมา)
2. "ชาตินิยม" เอามาโค่นทักษิณไม่ได้ เพราะชาตินิยมของพวกคุณแม่งเป็นชาตินิยมในกะลาเพื่อทำลายคนชาติเดียวกัน มึงจะบ้าเหรอใช้ชาตินิยมทำลายคนชาติเดียวกันเอง บ้าเปล่า
ชาตินิยมอย่างที่พวกคุณใช้ทุกวันนี้ ฝ่ายตรงข้ามพวกคุณแม่งไม่อินเลย นอกจากไม่อินแล้วยังมองว่าชาตินิยมแบบนี้คือเรื่องโง่เง่า ทำชาติล้าหลัง ซึ่งสวนทางกับความคิดที่มีต่อทักษิณอย่างสิ้นเชิง
ผู้สนับสนุนทักษิณมองว่าทักษิณคือผู้ทำให้ประเทศก้าวหน้า พัฒนาไปได้ (ถึงแม้จะดีจะเหี้ยบ้างก็ตาม) แต่ชาตินิยมที่เสื้อเหลืองนกหวีดเอามาใช้ มันสวนทางกับความรู้สึกนี้โดยตรง
ชาตินิยมที่คลั่งชาติ ล้าหลัง พาประเทศลงคลอง ใช้โค่นทักษิณไม่ได้ นอกจากไม่ได้แล้ว ทักษิณยังดูดีขึ้นมาอีกเยอะเลย
เพราะเมื่อเอาทักษิณไปเปรียบเทียบกับชาตินิยมของนกหวีด คนโปรทักษิณก็รู้แล้วว่าคนละเรื่อง คนละระดับกัน
(อย่าลืมว่าคนโปรทักษิณมีเป็นล้านๆคน ล่าสุดเลือกตั้งใหญ่ทักษิณสมัยสองได้เสียงไป 14 ล้านเสียง สมัยยิ่งลักษณ์ 15 ล้านกว่าเสียง)
3. การโค่นล้มระบอบประชาธิปไตย โค่นล้มการเลือกตั้ง ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง เพราะยิ่งไปทำสองอย่างนี้ ยิ่งทำให้ทักษิณกลายเป็น "ฮีโร่ประชาธิปไตย" ไปโดยปริยาย
วิธีคิดแบบนี้ของพวกคุณโง่มาก เพราะคุณมองสั้น ไม่มองยาว คิดง่ายๆแค่ว่าทำลายประชาธิปไตยซะ ทำลายการเลือกตั้งซะ ทำลายสิทธิเสรีภาพซะ แค่นี้ทักษิณก็ "ง่อย" แล้ว
ใช่ ทักษิณง่อยจริงๆครับ ผมไม่เถียงเลย...
แต่คุณเอาชนะ "เสื้อแดง" ยังไม่ได้นะครับ
วิธีการพวกนี้แค่พยายามตัดตอนทักษิณออกจากฐานมวลชนตามระบอบประชาธิปไตยเฉยๆ
คุณคิดง่ายๆเป็นสมการว่า "แค่พวกกูทำลายประชาธิปไตย ทำลายการเลือกตั้ง ทักษิณเลือกตั้งไม่ได้ ทักษิณไม่มีประชาธิปไตยให้อาศัยอยู่ ก็เท่ากับทักษิณไม่มีอำนาจ" ฯลฯ
ขอโทษครับ สิบปีมานี้ทำได้จริงอย่างที่คิดป่ะ ?
เปล่าเลยครับ แม่งคนละเรื่องเลย ประเมินกันมายังไงไอ้พวกได้โนเสาร์ท้ายวังหน้าโง่
สิบปีมานี้เสื้อแดงแข็งแกร่งขึ้นทุกครั้งที่โดนปราบจากการเรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องเลือกตั้ง
ทักษิณซื้อเสียงแน่ จ่ายเงินแน่ จ่ายเงินให้คนมาม๊อบแน่ๆ ผมไม่เถียงหรอก
แต่ทำไมคนที่ "ขายเสียง" เหล่านี้กลับกลายเป็นศัตรูที่โครตน่ากลัวสำหรับคุณล่ะครับ ?
เพราะคุณไปทำลายประชาธิปไตย ไปทำลายสิทธิปากเสียงของเขา ทำลายสิทธิที่จะเลือกรัฐบาลของเขาไงครับ
พวกคุณประเมิน "คนโง่ จน เจ็บ" ต่ำไป
คิดแค่ว่าโดนหลอก ควายแดง โดนซื้อมา บลาๆ
(ระวังวันหนึ่งคนพวกนี้จะทนไม่ไหว ลุกขึ้นมาเอาปืนยิงคุณกลับก็แล้วกัน, อีกอย่าง หลังมานี้ เสื้อแดงเริ่ม "อัด" ทักษิณกันเยอะแล้วนะครับ เพราะเห็นแล้วว่าทักษิณแม่งสู้ไม่จริง แต่ไม่มีทางเลือกแค่นั้นเอง)
4. หยุดคิดว่าใช้รัฐประหาร ใช้ทำหารยึดอำนาจ แล้วจะล้มทักษิณได้ซักที
ดูสิ สิบปีมานี้ โค่นได้มั้ยครับ ?
ทำรัฐประหารตั้งสองครั้งนะครับ
คงไม่ต้องพูดนะครับ ดูรัฐบาลประยุดเอาเองละกัน...
เอาแค่ 4 ข้อนี่แหละ
พอแล้ว
เยอะแล้ว
ทำให้ได้ละกัน...


เครดิตจาก LINE

ความดี ความเลว ที่เฝ้าฝังใส่กระหม่อมของประชาชน วันนี้คือวันตัดสิน

ความดี ความเลว ที่เฝ้าฝังใส่กระหม่อมของประชาชน วันนี้คือวันตัดสิน

-
วันนั้น 

-
ท่านว่า "อเมริกาดี คอมมิวนิสต์นั้นเลว" สร้างภาพ ต้องเชื่อฟัง ระบอบทหารเผด็จการ จึงจะดี ข้อหา "คอมมิวนิสต์" ผู้เห็นต่าง ยัดเยียด "คดี" 
-
มาวันนี้ 
-
ผู้นำไทย บินไปซื้ออาวุธ "คอมมิวนิสต์" ว่าใช้ดี แต่อเมริกา โอบามา บินมาเอง ประกาศอนุญาต ขายอาวุธ ให้เวียตนาม ส่วนศรีกะลา สยามไทย ขับไล่ทูต อเมริกา ดูให้เข้าใจ ไม่มีอะไร ชั่วชีวิตไทย พลีชีพทั้งชาติ อุทิศตนเป็นทาส "วิชั่นศักดินา" ขอเพียงได้เหยียดคน ที่ต่ำกว่าตน อีกสักคน ก็เต็มใจ "ทาส" ที่หลง ว่าตนเป็น "ไท" อีกทั้งทาสที่เต็มใจ รอวันเป็นไท ในวันขึ้น "เมรุ"

-
ธรรมชาติไม่มีการแบ่งแยกกีดกัน 
-
ท่านเชื่อหรือไม่ว่า โลกนี้เป็นของทุกคน ฟ้าให้ฝนตกลงมายังแผ่นดินโดยไม่สนใจว่าจะเป็นที่ดินจะปกครองด้วยคนดีหรือคนเลว การแบ่งแยกมักเป็นเรื่องของมนุษย์ มนุษย์แบ่งแยกโลกออกเป็นประเทศใครประเทศมัน แผ่นดินก็ถูกแยกเป็นของใครของมัน น่านน้ำก็ของใครของมัน น่านฟ้าก็ของใครของมัน บ่อยครั้งก็มีปัญหาพิพาทกันเรื่องดินแดน เรื่องละเมิดน่านฟ้า เรื่องอ้างสิทธิเหนือน่านน้ำสากลทั้งๆที่ควรจะเป็นของทุกคน ฯลฯ เราคุ้นเคยกับการแบ่งแยกนานาชนิดจนกระทั่งลืมไปว่าการได้เกิดเป็นมนุษย์ถือได้ว่าเป็นอัตลักษณ์ที่พื้นฐานที่สุดสำหรับทุกคน
-
ณ. เวลานี้
-
เป็นเวลาที่เราทุกคนจะต้องร่วมมือรวมใจกัน ปกป้องหลวงพ่และ พระศาสนา ที่ถูกกระทำย้ำยี จาก เหล่า ทรราช คสช. และ ข้าราชการชั่ว 

-
ไม่ว่าคุณใส่เสื้อสีอะไร มีความเชื่ออย่างไร สังกัดกลุ่มไหน แต่เหนืออื่นใด คือความเป็นมนุษย์ เสื้อนั้นถอดได้ ความเชื่อและสังกัดก็เปลี่ยนได้ แต่สิ่งสำคัญที่ควรรักษาไว้คือความเป็นมนุษย์ แก่นแท้ของความเป็นมนุษย์หมายถึงอะไรหากไม่ใช่ความรักความเมตตาที่มีต่อเพื่อนร่วมโลก โดยเฉพาะเพื่อนมนุษย์ ใช่หรือไม่
-
ยิ่่งมองเห็นผู้อื่นไม่ใช่มนุษย์ หรือมีความเป็นมนุษย์น้อยกว่าเรา(เพราะเขาชั่ว เขาไม่ใช่พวกเรา ฯลฯ) ความเป็นมนุษย์ในใจเราก็ไม่อาจจะลดน้อยถอยลงได้โดยทันที เพราะวินาที นั้น มันความโกรธเกลียดเหยียดหยาม ที่พวกเขาเหล่านั้นได้กระทำต่อเรา ๆ ยังพอทนได้

-
แต่นี้

-
ทรราช คสช. สั่งเคลื่อนพลทหารจาก เพชรบุรี เป็นกองพันหวังที่จะบดขยี่ พระวัดธรรมกายที่ท่าน อุทิศชีวิตเพื่อพระศาสนา เราสุดจะทน เอกสาร ลับ จากหน่วยขึ้นตรงให้ สภ. คลองหลวงเตรียมความพร้อมทั้งอาวุธและชุด ปฏืบัติการพิเศษกว่า 200 นาย อีกทั้ง ชุด EOD หวังตัดสัญญาน เพื่อยิงนกในกรง ภาค 2 เราไม่อาจจะทนได้ 
-
เอาไงเอากัน 
-
ถึงเวลาแล้วหรือยังครับ ที่เราควรจะต่อค้าน อำนาจ ทรราช คสช. ด้วยการลุกขึ้นปกป้องวัด และ พระศาสนา ไปพร้อมกันที่ วัดพระธรรมกาย ตั้งแต่ วินาทีนี้ ไม่ใช่แค่ปกป้องพระ ปกป้องวัด เท่านั้น แต่นั้นคือสิทธฺิโดยชอบธรรมของประชาชน คนหนึ่ง ที่ทนเห็น วัดและ พระศาสนาที่กระทำย้ำยีไม่ได้ อีกต่อไป

-
เสรีชน



‘บุรินทร์ อินติน’ จากช่างเชื่อมผู้เห็นใจเสื้อแดง สู่ ผู้ต้องขังคดี 112

'บุรินทร์ อินติน' จากช่างเชื่อมผู้เห็นใจเสื้อแดง สู่ ผู้ต้องขังคดี 112
Wed, 2016-05-25 20:30

ทีมข่าวกระบวนการยุติธรรม

เปิดบางแง่มุมชีวิต หนุ่มเหนือ-ช่างเชื่อมวัย 28 ปีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองเมื่อปีที่แล้ว เขาถูกจับใน กิจกรรม "ยืนเฉยๆ" พร้อมคนอื่นๆ แต่เป็นคนเดียวที่ไม่ถูกปล่อยตัว เนื่องจากถูกตั้งข้อหา 112 ถึง 2 คดี ปัจจุบันถูกฝากขังผัด 3 อย่างเงียบเชียบ

ภาพบุรินทร์ อินติน เพิ่งปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์หรือโลกออนไลน์เคียงคู่ สิรวิชญ์ เสรีธิวัตน์ หรือจ่านิว และคนอื่นๆ ในกลุ่มพลเมืองโต้กลับในเหตุการณ์ "ยืนเฉยๆ" ครั้งที่ 3 เมื่อ 27 เม.ย.2559 ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ เพื่อเรียกร้องให้ทหารปล่อยตัว วัฒนา เมืองสุข และประชาชนที่ถูกทหารคุมตัวไปก่อนหน้านั้น

ผู้คนอาจงุนงงสงสัยว่าเขาคือใคร เนื่องจากเป็นคนธรรมดาที่ไม่ใช่นักกิจกรรมทางการเมือง และไม่ใช่ชาวบ้านขาประจำที่ร่วมกิจกรรมทางการเมืองมายาวนานจนเป็นที่รู้จัก และนั่นทำให้การคุมขังเขาในเรือนจำเป็นไปอย่างเงียบเชียบ

ย้อนกลับไปที่เหตุการณ์นั้น สมาชิกพลเมืองโต้กลับที่ปรากฏตัวที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ทั้งหมดถูกนำตัวไปสน.พญาไท รวมถึงบุรินทร์ด้วย และในระหว่างการสอบสวนนั้นเอง ทหารได้บุกเข้าควบคุมตัวบุรินทร์ถึงห้องสอบสวนนำขึ้นรถตู้ออกไปโดยไม่รู้ที่หมาย...เพียงคนเดียว ท่ามกลางความสับสนงุนงงของทุกคนที่สถานีตำรวจ เขาอยู่ในความควบคุมของทหาร 1 วัน ก่อนตำรวจจะนำตัวเขามาแถลงข่าวแจ้งข้อกล่าวหา มาตรา 112

นายทหารยศพันเอกชื่อเดียวกับเขา คือ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ได้ให้ข่าวกับสื่อมวลชนถึงที่มาที่ไปของการจับและแจ้งข้อหานี้ว่า ทหารเฝ้าติดตามพฤติกรรมบุรินทร์ อินตินมาตลอด สายข่าวพบการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ Burin Intin ในลักษณะต่อต้านการบริหารงานของรัฐบาลและ คสช.รวมทั้งมีการแชตพูดคุยกับบุคคลอื่นโดยมีข้อความลักษณะหมิ่นเบื้องสูง เข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กระทั่งวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา เวลา 12.13 น.นายบุรินทร์โพสต์คลิปวิดีโอความยาวประมาณ 40 นาที พร้อมข้อความ "นู๋อยากโดนอุ้ม#ปล่อยเพื่อนเราที่โดนอุ้ม" ก่อนจะมีบุคคลเข้ามาแสดงความคิดเห็นในคลิปดังกล่าว และนายบุรินทร์ตอบความคิดเห็นในลักษณะหมิ่นเบื้องสูง

ไม่นานหลังการให้ข่าวนี้ มีการออกหมายจับ 'แม่จ่านิว' หรือพัฒน์นรี เสรีธิวัฒน์ ในข้อหาความผิดตามมาตรา 112 โดยตำรวจอ้างถึงการสนทนาส่วนตัวในกล่องข้อความของเฟซบุ๊ก ระหว่าง บุรินทร์ กับ แม่จ่านิว เนื้อหาที่สนทนานั้นไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ทนายความของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่เข้าไปช่วยเหลือทางคดีกับแม่จ่านิวได้ออกมาเปิดเผยว่า ตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาอ้างอิงบทสนทนาที่แม่จ่านิวตอบกลับบุรินทร์เพียงคำว่า "จ้า"

"จ้า" กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ถูกวิจารณ์อย่างหนัก พร้อมๆ กับคำถามว่าเจ้าหน้าที่เข้าถึงหลักฐานกล่องข้อความส่วนตัวได้อย่างไร จนในที่สุดตำรวจต้องออกมาแถลงข่าวว่าเข้าถึงข้อมูลอย่างถูกกฎหมาย แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด ขณะที่แม่จ่านิวก็ได้รับการประกันตัวในที่สุด

เวลานี้จึงมีบุรินทร์ อินติน เพียงคนเดียวที่ถูกจำคุกอยู่ เขาไม่มีญาติเยี่ยม และไม่มีเงินประกันตัวจนกระทั่งในการฝากขังผัดที่ 3 เมื่อ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา กลุ่มพลเมืองโต้กลับทำการระดมทุนได้ 300,000 บาทและยื่นประกันตัวบุรินทร์ แต่ศาลทหารปฏิเสธ

บุรินทร์ อินติน เป็นใคร?

หนุ่มคนงานช่างเชื่อมเหล็กร่างเล็ก วัย 28 ปี ผู้นี้มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดพะเยา เขาเรียนจบ ม.2 ครึ่ง ไม่ทันจบ ม.3 เพราะช่วงนั้นติดเกมส์อย่างหนัก บุรินทร์เล่าให้ฟังแบบซื่อๆ 

บุรินทร์เล่าว่า ในคืนวันที่เขาถูกคุมตัวอยู่ที่ มทบ. 11 เจ้าหน้าที่ทหารพยายามที่จะให้เขามอบรหัสเฟซบุ๊กของเขาให้ แต่เขาไม่ยอมและใช้วิธีเงียบและ ไม่โต้เถียง ไม่ให้ข้อมูลแล้วก็ไม่ต่อปากต่อคำ นั่นอาจทำให้ผู้ควบคุมตัวไม่พอใจ ชายร่างใหญ่ในชุดปกติสวมหมวกไหมพรมคลุมศรีษะตบเขาที่บริเวณศรีษะอย่างแรงถึง 4 ครั้ง ขณะที่เจ้าหน้าที่ในห้องสอบสวนข่มขู่เขาว่า "มึงไม่รอดหรอก ไม่ได้ออกไปแน่ ถ้ามึงไม่บอกกู มึงจะโดนพาไปที่ๆ หนักกว่านี้"

เขายืนยันว่าเขาไม่ได้มอบรหัสเฟซบุ๊กให้เจ้าหน้าที่แต่อย่างใด แต่เจ้าหน้าที่กลับนำสำเนาเอกสารการพูดคุยในกล่องข้อความที่ถูกระบุว่าเป็นของเขา ออกมาประกอบการสอบสวน  ที่สำคัญ เอกสารดังกล่าวปรากฏก่อนที่จะมีการไปยึดคอมพิวเตอร์ที่บ้านเขาเสียอีก อย่างไรก็ตาม ทนายความระบุว่า บุรินทร์เป็นชาวบ้านธรรมดาที่เพิ่งมาสนใจการเมือง ไม่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีมากนัก เขาเริ่มเล่นเฟซบุ๊กมาได้สักพักใหญ่และตั้งรหัสแบบจำง่ายที่ชาวบ้านร้านตลาดมักทำกัน นั่นคือ หมายเลขโทรศัพท์มือถือของตัวเอง

หลังการแจ้งข้อกล่าวหาหมิ่นสถาบันกับแม่จ่านิว โดยหลักฐานมาจากการสนทนากับบุรินทร์ ผู้คนในโลกไซเบอร์ต่างวิเคราะห์กันไปต่างๆ นานา จำนวนไม่น้อยสงสัยว่า บุรินทร์คือ "สาย" ของฝ่ายความมั่นคงที่พยายามมาตีสนิทและ "ล่อซื้อ" อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า บุรินทร์นั้นถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 แล้ว 2 คดี คดีแรกจากการตอบคอมเม้นท์หรือโพสต์ในเฟซบุ๊ก ส่วนคดีที่สองที่ตามมาคือ บทสนทนาส่วนตัวกับแม่จ่านิวนั่นเอง

เมื่อถามเขาว่าเขาเริ่มสนใจการเมืองตั้งแต่เมื่อไร บุรินทร์บอกว่า เขาสนใจการเมืองตั้งแต่อายุ 12 ขวบ เหตุเพราะชอบฟังเพลงเพื่อชีวิตโดยเฉพาะ วงคาราบาว นี่ชอบเป็นพิเศษ

"เริ่มแรกผมไม่ชอบนักการเมือง แต่ต่อมาผมยึดหลักว่าหากว่าใครที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ผมก็จะช่วยเหลือ" บุรินทร์กล่าว

เมื่อถามว่าบุรินทร์เป็นเสื้อแดงใช่หรือไม่ บุรินทร์ปฏิเสธและออกตัวว่า "ผมเป็นแค่คนที่เห็นใจคนเสื้อแดงเท่านั้น เพราะจากเหตุการณ์การเมืองที่ผ่านมา คนเสื้อแดงเป็นฝ่ายถูกกระทำ ในบางประเด็นผมก็ไม่เห็นด้วยกับคนเสื้อแดงอย่างเรื่องนิรโทษกรรมเหมาเข่ง เพราะผมคิดถึงคนที่เขาสูญเสียชีวิตหรือสูญเสียคนที่เขารักจากในเหตุการณ์ ถ้าคนที่เป็นผู้สั่งการไม่ต้องรับผิดแล้วพวกเขาจะมีความรู้สึกอย่างไร"

บุรินทร์เล่าว่าเขาเข้าร่วมกิจกรรมการเมืองครั้งแรกจริงๆ ก็ในช่วงเหตุการณ์ที่นักศึกษาโดนจับที่ สน.ปทุมวัน แม้การร่วมกิจกรรมดังกล่าวอาจถูกมองว่ามีความเสี่ยงในการท้าทายกฎหมาย แต่เขายืนยันว่ามันเป็นการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ชอบธรรม

บุรินทร์ทิ้งท้ายว่า ต่อให้จับเขามาขัง เขาก็จะยังไม่ยอมแพ้ เขาจะสู้ต่อตามสภาพที่เขาพอจะทำได้ต่อไป

เชิญร่วมลงชื่อสนับสนุน การร้องเรียนต่อประธานาธิบดีโอบาม่า เรื่อง การละเมิดสิทธิฯ ของหลวงพ่อ ธัมมชโย

ในฐานะนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ผมขอเชิญชวนให้พี่น้องร่วมลงนามสนับสนุนจดหมายร้องเรียนถึงประธานาธิบดีโอบาม่า กรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนของหลวงพ่อธัมมชโย กันอย่างล้นหลามนะครับ ท่านต้องมีอีเมล์ และเมื่อส่งชื่อตามลิ้งค์ของ White House แล้ว ก็ไปยืนยันการส่งจากข้อความที่เขาส่งกลับมาให้ (กดลิ้งค์) ครับ ง่าย ๆ แต่เราทำได้ เพื่อช่วยสร้างกระแสต่อต้านพฤติกรรมจาบจ้วงสิทธิและเสรีภาพของปวงชนครับ

(ปล. แม้ผมไม่เห็นประโยชน์ของการร้องเรียนต่อการกระทำของเผด็จการ แต่ทำเถิดครับ มันมีผลบ้างไม่มากก็น้อย แต่ที่สำคัญที่สุด ให้จำไว้ว่า ต่อรองและร้องขอจากเผด็จการ ไม่มีวันได้ประชาธิปไตย และหากไม่สร้างระบอบประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนก็จะถูกละเมิดตลอดไป ดังนั้นภารกิจหลักของเราก็ยังคงเป็น การเตรียมพร้อมเพื่อลุกขึ้นมาล้มช้าง สร้างชาติใหม่ครับ)

https://petitions.whitehouse.gov/thank-you/2267066

นอกจากพวกเรา เหล่ามดแดงล้มช้างแล้ว ท่านจารุพงศ์และเครือข่ายองค์การเสรีไทยฯ ก็เห็นต้องกันว่า เราควรสนับสนุนการเรียกร้องและร้องเรียนด้านสิทธิมนุษยชนสากลทุกรูปแบบครับ


Tuesday, May 24, 2016

ผู้ประสานงานยูเอ็นด้านสิทธิมุษยชนสหรัฐอเมริกา เล็งสกัดDSI หากใช้กำลังละเมิดสิทธิมนุษยชนพระธัมมชโย

ผู้ประสานงานยูเอ็นด้านสิทธิมุษยชนสหรัฐอเมริกา เล็งสกัดDSI
หากใช้กำลังละเมิดสิทธิมนุษยชนพระธัมมชโย

จากแหล่งข่าวรายงานว่า นาย Bush Cze ผู้ประสานงานแห่งองค์การสหประชาชาติด้านสิทธิมุษยชน และ สมาชิกพรรครีพับลิกันตลอดชีพ. ได้ทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี ประเทศไทย ในกรณีที่ DSI พยายามที่จะออกหมายจับพระเทพญาณมหามุนีโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

การแสดงออกของ DSI เช่นนี้เป็นที่ชัดเจนว่าทางรัฐบาลใช้อำนาจที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและทำผิดจรรยาบรรณต่อพระเทพญาณมหามุนีจึงได้ดำเนินเรื่องถึง ท่าน Al Hussein หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนแห่งองค์กรสหประชาชาติ

โดยใจความสรุปได้ว่า

จากกรณีที่หน่วยสอบสวนพิเศษDSI (Department of Special Investigations) ได้ออกหมายเรียกพระเทพญาณมหามุนีท่านเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ให้ไปพบตามข้อกล่าวหาคดีอาญาในวันนัดที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๙ ทั้ง ๆ ที่ท่านไม่ได้กระทำผิดใดใดดังที่ต้องสงสัย

ทั้งนี้ท่านเจ้าอาวาสสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงเป็นโรคประจำตัวเจ็บป่วยมานานคณะแพทย์ได้ลงความเห็นให้พักผ่อนและอยู่ในสภาวะที่ไม่ควรเดินทางด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงได้ส่งทนายความผู้รับมอบอำนาจของพระเทพญาณมหามุนีไปยื่นหนังสือขอเลื่อนวันนัด โดยมีใบรับรองแพทย์ซึ่งมีลายเซ็นต์ของคณะแพทย์ ๔ ท่าน ซึ่งทางหน่วย DSI ได้รับหนังสือร้องเรียนแล้วและยอมผ่อนปรนให้มีการเลื่อนนัดแต่ DSIได้ดำเนินการอยู่เหนือกฎหมายและพยายามที่จะออกหมายจับพระเทพญาณมหามุนีโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

การแสดงออกของ DSI เช่นนี้เป็นที่ชัดเจนว่าทางรัฐบาลใช้อำนาจที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและทำผิดจรรยาบรรณต่อพระเทพญาณมหามุนี

วัดพระธรรมกายแห่งนี้มีสาธุชนจำนวนมาก และผมรู้สึกกริ่งเกรงในใจว่าอาจจะเกิดความโกลาหลขึ้นได้ ถ้าหาก DSI พยายามจับกุมพระเทพญาณมหามุนี(หลวงพ่อธัมมชโย)ทางสาธุชนซึ่งถูกทำร้ายจิตใจโดยDSIเหล่านั้น อาจจะมีปฏิกิริยาบางอย่าง หากทาง DSI กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายด้วยความรุนแรงซึ่งกระผมกลัวว่าอาจจะก่อเกิดความไม่สงบ และอาจจะทวีความรุนแรงมากขึ้น

นี้เป็นปัญหาทางการเมืองกระผมจึงปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะร้องขออำนาจของท่าน เพื่อที่จะช่วยกระชับเสริมสร้างความแข็งแกร่งในเรื่องสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมให้แก่สังคม กระผมขอวิงวอนให้ท่านได้โปรดส่งเจ้าหน้าที่ขององค์การสหประชาชาติมายังวัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี ประเทศไทย

วัดแห่งนี้เน้นในเรื่องของสันติภาพโลกเป็นอย่างมากและพยายามสนับสนุนในเรื่องสันติภาพเสมอมา อย่างไรก็ตาม หากได้รับความกดดันมากขึ้นเกินกว่าที่จะรับมือได้ ทางวัดพระธรรมกายก็จะทำหนังสือร้องต่อศาลยุติธรรมขององค์การสหประชาชาติ

กระผมได้ทำหนังสือส่งไปถึงสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยส่งหนังสือถึงองค์การสหประชาชาติ ณ สำนักงานใหญ่ นครนิวยอร์คและมีหนังสือถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแห่งประเทศไทย

ลงชื่อ นาย Bush Cze

ผู้ประสานงานแห่งองค์การสหประชาชาติด้านสิทธิมุษยชน

สมาชิกพรรครีพับลิกันตลอดชีพ
(คณะกรรมการรีพับลิกันแห่งชาติ)

via minds https://www.minds.com/newsfeed/581809541428031488


สหรัฐบุกเวียตนาม ... มีนัยสำคัญอะไรบ้าง (ไลน์ #pichit)

เป็นข่าวใหญ่ทั่วโลกมาสองสามวันแล้วคือ ประธานาธิบดีโอบามาเดินทางมาเยือนเวียดนาม ยกระดับความสัมพันธ์ถึงขั้น "หุ้นส่วน" (partner)

ข่าวสำคัญคือ สหรัฐฯยกเลิกข้อห้ามขายอาวุธให้เวียดนาม ขณะที่เวียดนามตกลงซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 737 จำนวน 100 ลำ มูลค่า 11.3 พันล้านดอลลาร์ เพื่อยกระดับสายการบินแห่งชาติเวียดนามให้เป็นสายการบินสากล

รวมทั้งข้อตกลงร่วมมือทางทหาร วัฒนธรรม แลกเปลี่ยนทางวิชาการระหว่างมหา'ลัยในสองประเทศ และให้ PeaceCorp ของอเมริกาเข้ามาปฏิบัติงานในเวียดนามได้เป็นครั้งแรก

เวียดนามเป็นหนึ่งใน 12 สมาชิกผู้ก่อตั้งเขตศก.TPP ร่วมกับสหรัฐฯ ทั้งที่ปัจจุบันก็เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดจากอาเซียนไปสหรัฐฯอยู่แล้ว

นักสิทธิมนุษยชนต่างตำหนิโอบามาว่า ไม่กดดันเวียดนามในเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่กลับเอาใจเวียดนามเพื่อไปยันอิทธิพลของจีน (และหลายคนในไทยก็คงโมโหแบบเดียวกันว่า อเมริกากดดันไทยเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่กลับไปเอาใจเวียดนามที่เรื่องนี้แย่กว่าไทยเสียอีก)

ก้าวนี้ของสหรัฐฯ มีนัยว่า แม้ไทยจะยังเป็น "หุ้นส่วน" สำคัญของอเมริกาในภูมิภาคนี้ แต่วันนี้เมื่อไทยไม่เป็น "หุ้นส่วนที่ดี" แถมเอียงไปรัสเซีย-จีนมากขึ้น อเมริกาก็แสดงให้เห็นว่า มี "ตัวเลือก" ไว้เล่นหลายตัว

ทิศทางของเวียดนามนั้นชัดเจนคือ ลดอิทธิพลของรัสเซีย ยันการขยายตัวของจีน เร่งค้าขายกับโลกตะวันตกด้วยการเจรจาการค้า ส่วนไทยโดนตะวันตกเมินเฉย ก็เล่นหมากรัสเซีย-จีนไปพลาง ๆ ก่อน แม้สหรัฐฯและยุโรปไม่ขายอาวุธให้ ก็ไปซื้อรัสเซีย-จีนแทนก็แล้วกัน #pichit

ปปง. แจงปมยึดทรัพย์ วัดพระธรรมกาย กรณีเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนไม่ได้

ปปง. แจงปมยึดทรัพย์ วัดพระธรรมกาย กรณีเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนไม่ได้ เส้นทางการเงินชัดเจน นำก่อสร้างศาสนสถาน ไม่ใช่การฟอกเงิน และกฎหมายระบุชัด ห้ามยึดที่ธรณีสงฆ์-ศาสนสถาน ถือเป็นทรัพย์ของแผ่นดิน

ฝากแชร์ไปทุกกลุ่ม ทุกสื่อด้วยค่ะ

เมื่อ “พี่ป้อม” งอน “บิ๊กหมู” จากปฏิบัติการเชือด “บิ๊กโด่ง-ผู้พันต๋อง-ผู้การไก่”

เมื่อ "พี่ป้อม" งอน "บิ๊กหมู" จากปฏิบัติการเชือด "บิ๊กโด่ง-ผู้พันต๋อง-ผู้การไก่"                                      http://www.matichon.co.th/news/138026

ผืนแผ่นดินนี้เป็นของพวกเราชาวไทย …

ผืนแผ่นดินนี้เป็นของพวกเราชาวไทย … 
-
ประเทศไทยเป็นของประชาชนไทยทั้งปวง 
-
พระศาสนา เป็นสิ่งที่ประชาชนศัทธาและเป็นสิ่งยึดมั่นเพื่อสร้างคุณความดี

-
บัดนี้ ทรราช คสช. มุ่งจ้องทำลายล้างพระศาสนา เพียงเพื่อหวังปล้นทรัพย์สินเงินทองของผู้ศัทธา หาก พี่น้องประชาชน นิ่งเฉย แล้วพระศาสนาจะอยู่คู่ประเทศไทย ได้อย่างไร 

-
ประชาชน ในประเทศไทยหกสิบกว่าล้านคน ไม่ได้อาศัยใครอยู่ ประเทศถูกสร้างด้วยเงินภาษีของประชาชน 

-
แต่ไม่มีอะไรเลย ที่บงบอกว่าประชาชนเป็นเจ้าของในประเทศไทยเลย เพราะความ อยุติธรรมเข้าครอบงำประเทศ ด้วยอำนาจของ ทรราช คสช.

-
หรือแม้แต่ชีวิตของเราเหล่าประชาชน ก็ต้องให้ทรราช คสช.มาเป็นผู้กําหนด ชี้โชคชะตา ว่า ต้องอยู่อย่างทาสไพร่ และรองรับความ อยุติธรรม จากการกระทำของ ทรราช และ ข้าราชการ ชั่ว อย่างนั้น มันไม่ใช่

-
น่าสงสารพระวัดธรรมกาย จริงๆ ที่เกิดมาต้องเป็นทาสไพร่ให้ ทรราช คสช. กดขี่ และยัดเยียดข้อกล่าวหารับของโจร ที่ไร้ซึ่งเหตุและผล

-
คนในชาติจะรุู้กันบ้างไหมว่า กําลังตกเป็นทาสรับใช้ระบอบทรราช คสช.อยู่ทุกวันนี้ถึงได้ไม่มีความเป็นคน เหมือนอย่างประเทศอื่นที่เขา มีความเสมอภาค อิสระภาพ และเสรีภาพ
-

คงถึงคราวที่เราจะนิ่งเฉย ไม่ได้แล้ว เมื่อความ อยุติธรรม ครอบงำประชาชน จนถึงที่สุด กระทำกับ พระวัดธรรมกาย ที่ท่าน อุทิศตนเพื่อ พระศาสนา 
-

แล้วประชาชนอย่างเราๆ ท่าน ๆ จะอุทิศตนเพื่อปกป้องพระศาสนาไม่ได้เลยหรือ นั้นคือคำถาม.............. ที่ค้างคาใจผมมาตลอดหลายวันนี้
-

เราควรพร้อมใจกันปกป้องพระศาสนา อย่าให้ทรราช คสช. จับหลวงพ่อของเรา และกดขี่ ข่มเห่งประชาชนและรังแกมุ่งทำลาย พระศาสนา อีกต่อไป 

-
พบกันที่วัดพระธรรมกาย 26 พ.ค. 2559 ตั้งแต่ 6.00 เป็นต้นไปพี่น้องครับ 

-

เสรีชน




ทำไมต้องกำจัดพระ ธรรมชโย? จาก***ลุงลี สีบ่จ่าง***

ทำไมต้องกำจัดพระ ธรรมชโย?     จาก***ลุงลี สีบ่จ่าง***



อาการแผงอิทธิฤทธิ์ของชนชั้นพระพรม ในศาสนาพรามห์ ใครคือพระพรมที่นับถือพรามห์ มาตั้งแต่ ปรงพระชนม์ พระเจ้าตากแล้ว ถ้าพวกมันเป็นพุทธ จริง... อย่าว่าแต่ฆ่าพระเรย..แม่แต่มดตัวเล็กๆเขาก้อไม่ฆ่ากัน


แต่คนที่นับถือพรามห์ มันทำบาปได้ทุกชนิด...เพราะในพรามห์มันมีบทบรรหยัดไว้ว่า....ให้แก้โดยไหว้สังเวยราหู ของที่ใช้เซ่นไหว้คืออาหารหวานคาวที่มีสีดำ 9 ชนิดมาเซ่นไหว้ ดังที่เราเคยได้ชมกันในงานราดพิธี


นั้นเป็นการล้างบาปของพวกนับถือพรามห์...มันเรยสั่งฆ่าทุกคนที่มาขัดผลประโยชน์ขอองมัน


แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังแยกไม่ออกว่าอันไหนพุทธและอันไหนพรามห์..ยิ่งผู้ที่ถือพรามห์นั้นมียศถาบรรดาศักดิ์อันสูงส่ง เรยทำให้คนไทยยิ่งเชื่ออย่างโงหัวไม่ขึ้น...จนถึงกับงมงาย มักจะเชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้...


แม้แต่ในคนที่ยึดสีเสื้อเป็นสัญญาลักษ์อย่างพวกเรา..อีกจำนวนไม่น้อย ก้อยังแยกไม่ออก...


พระธรรมชโย ซึ่งเป็นพระในสายเดิมๆที่เรายึดถือมาตั้งแต่ศาสนาพุทธได้เผยแผ่เข้ามาถึงสยาม ปท....คนที่นับถือพุทธ ก้อคือปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า...ก้ออยู่กันอย่างสบายดี


จนมาถึงยุคหนึ่งพวกผีเปรต มันได้แบ่งแยกศาสนาเป็นสองนิกายเพื่อผลประโยชน์ของพวกมัน จนบัดนี้


การออกหมายจับพระที่เคร่งศาสนา ไม่ใช่เพิ่งมีในยุคนี้เท่านั้น....แต่มีมานานแล้ว เท่าที่ลุงลีจำได้ก้อคือ...ท่านพุทธทาสและพระอีกหลายองค์..โดยยัดเยียดข้อหาว่า
ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิตส์ ได้ถูกพวกพรามห์กำจัดมาแล้วทั้งสิ้น


ฉะนั้นการที่จะกำจัดท่านธรรมชโยนั้นก้อไม่เกินความสามารถของพวกมัน แต่.. ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป เรยทำให้พุทธสานิกชนทั้งหลาย ไม่พอใจ..จากการกล่าวหาในสิ่งที่ไม่เป็นจริงอยู่ในขณะนี้


ถัาพวกพรามห์มันทำสำเร็จ งานนี้ก้อเท่ากับ ยิงปีนนัดเดียวได้
นกถึง สองตัวสามตัว..


คือหนึ่ง..ได้กำจัดมหานิกาย ซี่งเป็นแก่นแท้ของศาสนาพุทธอให้หมดไป

สอง ได้เงินที่ได้รับบริจาก จากผู้เลื่อมใสศรัทธา ชึ่งตามข่าวว่ามีอยู่ หลานหมื่นล้านบาท

และสามได้ที่ดินของวัดเปล่าโดยไม่ต้องซื้อหา...นี้คือความโลภโมโทสันดาน ของเหล่าพวนับถือพรามห์ชั้นสูงของไทย


นี้คือปมปัญหาหนึ่ง ที่ฝ่ายปฏิกริยาขวาจัดได้สร้างขึ้นในยุคเปลี่ยนผ่าน


ที่อาจจะเป็นชนวนเหตุที่ทำให้เกิดการนองเลือดเกิดขึ้นก้อได้ ตามทีฝ่ายมันตั้งใจให้เกิด....เพื่อกำจัดเสี่ยนหหนาม ของมันให้อยู่หมัด


เพราะมันเชื่อตามโหรราศาสตร์. แต่มันลืมนึกไปว่า นีมันยุไหนแล้ว


ฉะนั้นความวิบัติฉิบ หายกำลังมาเยือนมันในไม่ช้านี้แล้ว



    จาก***ลุงลี สีบ่จ่าง***

                  24/5/59

Monday, May 23, 2016

สดุดี คุณยายสมบุญ เรืองศรี และ ประชาชนควรตัด ดร ทักษิณ และนักการเมืองออกจากองค์การ ??

สดุดี คุณยายสมบุญ เรืองศรี และ ประชาชนควรตัด ดร ทักษิณ และนักการเมืองออกจากองค์การ ??

https://youtu.be/SzrY6h4Tn68

https://youtu.be/qI5BHTK8CzI

 

****************************



หากท่านคิดดี หวังดี และมั่นใจในความดีของท่าน ขอให้ปาวารณาตัว ร่วมเป็นมดแดงล้มช้าง ได้ที่

 

http://tinyurl.com/o2rzao8

หรือที่นี่ http://tinyurl.com/pcqjppt

 

หากลิ้งค์ข้างบนถูกบล็อก ให้ส่งรายละเอียดไปที่ 4everche@gmail.com โดยระบุ 1. ชื่อ (จัดตั้งหรือชื่อกลุ่ม)  2. จำนวนสมาชิกในเครือข่าย 3. จังหวัดและอำเภอ  4. อีเมล์  5. ไลน์หรือเบอร์โทรศัพท์  6. อาชีพของท่านหรือสมาชิก

กรณีหลวงพ่อธัมมชโย ในวันนี้ มีสิ่งผิดปกติ เกิดขึ้นพร้อมกันในวันเดียว ถึง 3 กรณี (CR.Thai Monks)

ในวันนี้ มีสิ่งผิดปกติ เกิดขึ้นพร้อมกันในวันเดียว 
ถึง 3 กรณี
-------------

1.) พุทธอิสระ ออกมา  ขู่ยึด อายัด ทรัพย์ (อยากบ้าก็บ้าไป)

2.) สำนักข่าวทีนิวส์ โจมตี ภาพวงจรปิด
ประกอบการแถลงข่าวเปิดเผยอาการอาพาธของเจ้าคุณธัมมชโย

3.) ดีเอสไอ ให้สัมภาษณ์ ปฏิเสธการไปที่วัด 
เพื่อพบเจ้าคุณธัมมชโย 
โดยเป็นการให้สัมภาษณ์ตัดหน้า ก่อนที่
กลุ่มทนายวัดพระธรรมกาย
จะไปยื่นหนังสือ ให้กับประยุทธ์ 
เพื่อขอให้ท่านยุติคดี เพราะขัดหลักมนุษยธรรม
——————

เจาะลึก 3 กรณี ข้างต้น มีสาระสำคัญ ดังนี้ 

ข้อ 1.เรื่องพุทธอิสระ 

การที่พุทธอิสระออกมาเคลื่อนไหวนั้น
เป็นการข่มขู่ หรือ กำลังจะโจมตี ส่วนที่เป็นยุทธปัจจัย 
คือเงิน ซึ่งเป็นสิ่งแทนเสบียง ปัจจัย 4 ที่จำเป็นในการทำศึก 
พร้อมๆกับเป็นการรู้ทัน ว่า ดีเอสไอ เพลี่ยงพล้ำ

เพราะถ้า พุทธอิสระ จะออกไปขู่ยึดทรัพย์ 
ก็คงทำก่อนหน้านี้

แต่ทำไม ต้องรอให้วันแถลงอาการอาพาธ 
ผ่านไปก่อน 1 วัน แล้ววันรุ่งขึ้น ตัวเองก็ออกมา 
ยังกับรู้เป็นอย่างดีว่าต้องรอคิวให้
กระแสข่าวของฝั่งตรงข้าม 
ที่กำลังฉายอยู่ ผ่านไปก่อน
เพราะตัวเองไม่ค่อยมีสื่อให้ความสำคัญมากนัก 

สู้กระแสวัดพระธรรมกายไม่ได้ 
ตนจึงอยากติดกระแสโดยไม่มีใคร
มาแย่งซีน จึงต้องรอวันรุ่งขึ้น
-------------

ข้อ 2 เรื่อง ทีนิวส์  เต้าข่าวว่า 
ภาพวงจรปิดเผยอาการอาพาธเป็นการจัดฉาก

นี่เป็นการพยายาม ลดความน่าเชื่อถือเรื่องอาการอาพาธ 
ของเจ้าคุณธัมมชโย พร้อมกับ หวังทำลายศรัทธาประชาชน
ที่หย่อนวิจารณญาน แต่ก็ไร้ผล ถ้าประชาชนฉลาดรู้ทัน 
(เว้นแต่พวกโง่ เชื่อตาม ที่ทีนิวส์  หลอกเอา ) 
ทั้งนี้ การที่ประชาชนทั้งประเทศได้เห็น 
คุณ องอาจ ธรรมนิทา แถลงข่าวแล้ว 
ทางดีเอสไอ ก็คงได้รู้ฤทธิ์เดชการแถลงอันเฉียบคม 

ซึ่งประชาชนที่เป็นกลาง หรือพวกที่เคยด่า 
ได้ยินได้ฟังแล้ว ก็เริ่มเอนตัวกลับ อาจคล้อยตาม 
และละอายใจ ที่เคยคิดว่า อาการอาพาธ เป็นเรื่องไม่จริง 
แต่บัดนี้ คือความจริง เจ้าคุณธัมมชโย อาพาธ จริงๆ นี่หว่า 

อีตา ดีเอสไอ คุณหลอกดาว

ดีเอสไอ จึงเตรียมจะกลั่นแกล้ง โฆษกมือดี 
ด้วยการยัดคีดหมิ่นประมาทใส่ แต่อย่ากลัว 
ถ้ามันอยากทำ เท่ากับมันเพิ่มงานให้ตัวเองยุ่งเหยิง 
ขาดสมาธิจดจ่อ ยิ่งทำงานมาก 
งานก็จะยิ่งยาก แต่พลาดง่าย 
ดังนั้น บอกคุณองอาจ 
ให้ท้าทาย ไปสู้กันในศาลได้เลย 
-------------

ข้อ 3 ดีเอสไอไม่ไปพบเจ้าคุณธัมมชโย

ตรงนี้ ดีเอสไอ ทำตามอารมณ์ ไม่คำนึงถึงเหตุผล
คือ หยิ่งในศักดิ์ศรี ที่เคยโอ้อวด โม้เอาไว้ให้นายฟัง 
ว่า เชื่อมือผมเถอะ จะทำให้ดู ซึ่งนายคงเชื่อจริงๆ 
คิดว่า จะโค่นเขาได้ 

แต่บัดนี้ ยิ่งทำก็ยิ่งพลาด จึงชะล่าใจ 
คิดหนัก สับสน ทำอะไรไม่ถูก
กระทั่งออกมาให้ข่าว 
ไม่รับข้อเสนอการไปพบเจ้าคุณธัมมะ ถึงที่วัด

นี่เท่ากับพลาดอีก เพราะจะเป็นการ
ปิดช่องทางเจรจา ที่จะนำสันติมาสู่ชาวพุทธ  

โดยคิดแค่ว่า มิต้องการให้ฝ่ายตรงข้าม 
ได้คะแนนจากสังคม 
อันเนื่องด้วย อาการอาพาธ ที่เกิดอยู่จริง

กลัวแต่ว่า การเดินทางไปพบผู้ต้องหา 
จะเป็นการยอมรับว่า รุมกันออกหมายจับพระ 
ที่อาพาธ มันเสียแต้มอย่างยิ่ง

แถมโหมกระพือข่าว จนสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา 
ได้เสียหายไปมากแล้วด้วย

โดยเฉพาะ การออกหมายเรียก ทุกหมาย ที่ผ่านมา 
มันหมดความชอบธรรมลงทันที 
เมื่อดีเอสไอ โกหกสังคมไม่ได้อีกแล้ว

ถ้าการพบเจ้าคุณธัมมชโย ถึงที่วัด นั้น เกิดขึ้นจริง 
ดีเอสไอ ก็จะเป็นคนกลืนน้ำลายตัวเองที่บ้วนออกมาแล้ว
หลายอึก เพราะได้เคย โกหกสังคมไว้ ถึง 4 ข้อด้วยกัน คือ

1.โกหกสังคม และหลอกสื่อทุกสำนัก ว่า 
เจ้าคุณธัมมชโยไม่ได้ป่วย จึงออกหมายจับ ใช่หรือไม่

2.อาการอาพาธ คือพยานบุคคล 
ที่ชี้ชัดว่า ดีเอสไอ ให้การเท็จต่อศาล 
เพื่อขอศาลให้ออกหมายจับ 
โดยที่ศาลเชื่ออย่างสนิทใจว่าพระไม่อาพาธ ใช่หรือไม่

3.การบอกกับสังคมว่า ใบรับรองแพทย์ มีปัญหา 
มันคือการเฉไฉ ไหลลื่น ใช่หรือไม่

4.การกระทำทั้งหมด ย่อมเป็นทุจริตต่อหน้าที่ของตน 
ในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ละเมิดสิทธิมนุษยชน 
ละเมิดสิทธิ์ผู้ป่วย และไม่เหมาะที่จะอยู่ภายใต้
สังกัดกระทรวงยุติธรรม เนื่องจากดำเนินการทุกอย่าง 
โดยไร้ความยุติธรรมแล้ว ยังปฎิบัติขัดแย้ง
ต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากล อีกด้วย ใช่หรือไม่
-------------

ในวันนี้ ทั้งพุทธอิสระ บิ้กต็อก และไพสิฐ ถึงกับลงทุนลงแรง
ออกมาพร้อมกันทีเดียวถึง 3 คน
ในขณะที่ เจ้าคุณธัมมชโย นอนพักผ่อน 
รักษาอาการอาพาธ อย่างสงบนิ่ง อยู่บนเตียง 
และ คนที่ออกมาต่อสู้ ก็เป็นเพียง ลูกศิษย์ ลูกหา ตาดำๆ 
-------------

แต่ต้องยอมรับว่า นี่ขนาดแค่ ลูกศิษย์ตัวเล็กๆ 
ไม่ใช่คนใหญ่คนโตในประเทศ
แต่ว่า สติปัญญา ระดับลูกศิษย์ ตัวเล็กๆ 
เหล่านี้ ไม่กี่คน ซึ่งการศึกษาก็
ไม่ได้สูงส่งมาจากไหน 
ที่แถลงข่าวผ่านสื่อ 
ไม่ได้เป็นเสนาธิการ ชำนาญศึก 
จากสมรภูมิแห่งใด  
-------------

ใครกันหนอ ที่จับเด็กๆพวกนี้ให้
ก้าวขึ้นสู่สังเวียนนักสู้ที่เยี่ยมยุทธ์ได้ขนาดนี้
นึกไป นึกมา ไม่มีใครฝึกให้ 

แต่ ดีเอสไอ ตัวดี นี่เอง ที่ลากพวกเขาออกมา
ทำให้พวกเขา เติบโตเป็นนักรบ ตาม สัญชาตญาณ
-------------

การที่ประชาชนทั้งหลาย ได้เห็นสาวรำวง ทั้งสามตัว 
ออกมาดิ้นเร่าๆ บนเวทีละครน้ำเน่า พร้อมๆ กันในวันเดียว 
เต้นโหยงเหยง ยึกยัก เหมือน หมาโดนน้ำร้อนลวกซะขนาดนี้
-------------

ยังนึกสงสัยจริงๆว่า มือดีที่สุด ของฝ่าย ดีเอสไอ นั้น 
มีน้ำยา แค่นี้จริงๆ หรือ 
-------------

เสียแรงที่เคยประเมิณพวกนี้ไว้สูงเกินไป น่าเบื่อตัวเอง จริงๆ
-------------

ขอเอาใจช่วยชาววัดพระธรรมกาย 
เป็นตัวแทนชาวพุทธทั่วโลก
ฝึกปรือ รับมือกับภัยคุกคามให้ชำนาญ 
แล้วเขียนตำราพิชัยสงครามต่อต้านภัยศาสนา 
เอาไว้ให้อนุชนรุ่นหลัง 
ได้ศึกษาเป็นประวัติศาสตร์โลกด้วยเถิด
---------------

(อย่าดัดแปลงข้อมูล )

---------------
ธรรมะคุ้มครองทุกท่าน
CR.Thai Monks
๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙

เผด็จการ ไม่โกงเป็นไม่มี...​บทเรียนจากสฤษดิ์ ธนะรัตน์

น้ำตาจะไหล วาทะสฤษดิ์ เมื่อปี 2502

"ตัวข้าพเจ้าและเพื่อนร่วมงานแม้ที่เป็นชั้นผู้ใหญ่ในคณะปฏิวัติ
ก็ไม่มีใครสักคนเดียว ที่จะเปลี่ยนฐานะส่วนตัวขึ้นมาในทางร่ำรวย
เราทำงานกันด้วยความสุจริต"

พอ สฤษดิ์ ตายปี 2505 มีเงินเกือบ 3,000 ล้าน 
ในขณะที่ทองบาทละ 400 บาท

น้ำตาจะไหล วาทะสฤษดิ์ เมื่อปี 2502

"ตัวข้าพเจ้าและเพื่อนร่วมงานแม้ที่เป็นชั้นผู้ใหญ่ในคณะปฏิวัติ
ก็ไม่มีใครสักคนเดียว ที่จะเปลี่ยนฐานะส่วนตัวขึ้นมาในทางร่ำรวย
เราทำงานกันด้วยความสุจริต"

พอ สฤษดิ์ ตายปี 2505 มีเงินเกือบ 3,000 ล้าน 
ในขณะที่ทองบาทละ 400 บาท



===================


วันนี้ทองบาทละสองหมื่นกว่า   ก็ราวห้าสิบเท่าของวันโน้น  

เอา 50 X 3,000,000,000 

ก็มีไม่มากครับ (ฮา) วันนี้ก็ราว ๆ 150,000,000,000 บาทครับ 
หนึ่งแสนห้าหมื่นล้านบาทครับ 

โอว พระเจ้าจอร์จ

ขอบคุณคุณ Phompan ครับ 





กลุ่มสตรีศรีสยาม ที่บุกสถานฑูตสหรัฐ คือใคร?

เห็นสตรีศรีสยาม ไปยื่นหนังสือไล่ท่านเอกอัครราชฑูตสหรัฐประจำประเทศไทย เลยสงสัยว่ามาสายไหน ไปดูเพจ โอว... ได้รับงบสนับสนุนการดำเนินงานจากกรุงเทพมหานครซะด้วย....

ทำไมผมคิดอะไรไว้ไม่ค่อยผิดเลย สำหรับเครือข่ายเผด็จการไทย เรียกว่ามันหลงยุคกันเข้าเส้นเลยทีเดียว


ข่าวที่เกี่ยวข้อง สตรีศรีสยาม บุกสถานฑูตอเมริกา ยื่นไล่เอกอัครราชฑูต

คสช.​ไม่ได้คืนความสุข แต่ได้ยัดเยียดความทุกข์ให้ปวงชนมาตลอด

"จากเด็กค่อนข้างร่าเริง ยายบอกว่า ทั้งสองสาวกลายเป็นคนเงียบๆ ซึมๆ ไปมากขึ้น นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่แม่ไม่ได้อยู่บ้านอีกต่อไป"
 
คำบอกเล่าของผู้เป็นยายถึงความรู้สึกหลานสาวหลังลูกสาวเธอ ศศิวิมล ผู้เป็น "แม่" ของเด็ก ต้องถูกคุมขังในความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ในโทษสูงถึง 28 ปี 
--------------
ตั้งแต่รัฐประหาร มา 24 เดือนมีผู้คนจำนวนมาก 'ไม่ได้รับความสุข' จากคสช. หนำซ้ำกลับได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจทหารเหนือกระบวนการยุติธรรม จำนวนมากถูกดำเนินคดี จำนวนมากถูกจำคุก และอีกหลายจำนวนต้องตัดสินใจลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ  อ่านรายงานเต็ม   http://goo.gl/mHUOZ3 >> เมื่อทหารไม่ได้คืนแต่ "ความสุข"

จากการบันทึกข้อมูลของไอลอว์ ในยุคคสช.มีอย่างน้อย 93 คนที่ต้องเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำ เพราะการแสดงความคิดเห็น และอย่างน้อย 303 คนผ่านการถูกคุมขังในค่ายทหาร ปัจจุบันบุคคลที่ยังถูกคุมขังอยู่เพราะการแสดงออกอย่างสงบมีอย่างน้อย 44 คน ซึ่งเป็นการคุมขังตามคำพิพากษา 26 คน และเป็นการคุมขังระหว่างการพิจารณาคดี 18 คน
สำหรับจำนวนคนถูกประกาศเรียกรายงานตัวตามคำสั่งคสช.เท่าที่บันทึกได้จากการรายงานของสื่อมวลชน และคำบอกเล่าที่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้มี 480 คน จากจำนวนนี้ จนถึงปัจจุบันมีคนเข้ารายงานตัวแล้ว 349 คน ส่วนอีก 131 คน ยังไม่ทราบชะตากรรม จากการเก็บข้อมูลพบว่า ปัจจุบันมีคนไทยที่ต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดน เพราะหนีภัยทางการเมืองมากกว่า 200 คน 

พูดก็พูดเถอะ ! 
หลากหลายเรื่องราวการพลัดพรากที่เกิดขึ้น เป็นผลจากการใช้อำนาจของรัฐที่ใช้อารมณ์ในกระบวนการยุติธรรมมากกว่าเหตุผล ผู้คนจำนวนมากเป็นเพียงคนตัวเล็กๆ ที่ได้รับผลกระทบเพียงเพราะการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ตลอดสองปีของคสช.ได้บีบให้คนจำนวนมากไม่มีทางเลือก ผู้ได้รับผลกระทบต้องบ้านแตกสาแหรกขาด ธุรกิจล้มละลายหาย บางคนไม่ได้กลับประเทศ เพียงเพราะความคิดเห็นแตกต่างทางการเมือง ...

อ่านรายงานตอนอื่นๆ ที่
http://goo.gl/30Wn1e >> เมื่อทหารทำตัวเป็นศาลและอัยการ
http://goo.gl/NLoFsj >> เมื่อทหารทำตัวเป็นตำรวจ
http://goo.gl/L7Uz4m >> เมื่อทหารทำตัวเป็น "กองเซ็นเซอร์"
 http://goo.gl/pkA73C >> เมื่อทหารทำตัวเป็นผู้คุมฯ

สองปีที่เกินกว่า "เสียของ” โดย วัฒนา เมืองสุข

สองปีที่เกินกว่า "เสียของ"

ผมเห็นภาพคนไทยจำนวนหนึ่งไปรวมตัวที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในโอกาสครบรอบสองปีของการยึดอำนาจทำให้ผมมีความหวัง เพราะผมเชื่อมาตลอดว่าเมื่อประชาชนไม่กลัวไม่เคยมีใครชนะประชาชน ผมจำได้ว่าเมื่อสองปีที่แล้ว มีบุคคลคณะหนึ่งเรียกตัวเองว่า คสช. อ้างสถานการณ์ความไม่สงบที่ก่อขึ้นโดยคนที่พวกเค้าคุ้นเคยเข้ายึดอำนาจการปกครอง ส่วนวัตถุประสงค์เป็นไปตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 1/2557 ที่ผมโพสต์มาให้ดูเพื่อกันลืม
สองปีที่ผ่านมาได้เกิดความเสียหายกับประเทศแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจที่ล้มเหลว เช่น ส่งออกติดลบ การบริโภคภายในตก ไม่มีการลงทุนใหม่ สุดท้ายต้องกระตุ้นด้วยการใช้จ่ายภาครัฐก็โกงกันเองได้แก่ โครงการแก้ภัยแล้งที่เอางานให้องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) ไปขายต่อ เป็นต้น สังคมแตกแยกมากขึ้นเพราะการเลือกปฏิบัติ ส่วนการแก้ปัญหาความสงบที่บังคับไม่ให้คนพูดหรือแสดงความเห็นต่างไม่ยั่งยืนและไม่สงบจริง ที่แย่ไปกว่านั้นคือการละเมิดสิทธิมนุษยชนจนทำให้ประเทศไทยถูกประณามในที่ประชุม UPR ของสหประชาชาติ ยังไม่นับรวมการบริหารที่ขาดวิสัยทัศน์ ตัดเบี้ยคนชรา ยกเลิกการเรียนฟรีของเด็ก ม.ปลายโดยอ้างว่าไม่มีงบประมาณแต่กลับมีเงินไปซื้ออาวุธให้กองทัพ
ยึดอำนาจได้ไม่ถึงสองเดือน คนพวกนี้ก็เริ่มหากินกับงบประมาณของรัฐ เอกสารที่ผมโพสต์มาให้ดูระบุชัดเจนว่า คสช. เป็นผู้ให้ความเห็นชอบให้ อผศ. ได้รับงานขุดลอกคูคลอง แหล่งน้ำจากหน่วยงานของรัฐโดยไม่ต้องประกวดราคาโดยรู้อยู่แต่แรกแล้วว่า อผศ. ไม่มีความพร้อม ดังนั้น คสช. และ อผศ. คือตัวการร่วมกันในความผิดฐานหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคา ผลของการทุจริตทำให้ อผศ. ได้งานจากรัฐโดยไม่ต้องประกวดราคาถึง 1,120 สัญญา คิดเป็นมูลค่า 6,537,189,001 บาท จากนั้นก็เอางานไปขายต่อเพื่อชักหัวคิวแบ่งกัน ทำให้รัฐได้รับความเสียหายจากการจ้างที่แพงขึ้นเพราะไม่มีการแข่งขันราคา รวมทั้งผู้รับจ้างช่วงทิ้งงานเพราะถูกชักหัวคิวจนทำงานไม่ได้ ส่วนประชาชนที่ตรวจสอบถูกข่มขู่และเรียกปรับทัศนคติ ทั้งที่ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐอยู่ในลำดับที่ 22 ของบัญชีท้ายคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559 ซึ่งถือว่าบุคคลที่มีพฤติกรรมกระทำความผิดเป็นมาเฟียหรือเป็นผู้มีอิทธิพลที่ต้องจัดการด้วยอำนาจพิเศษ แต่อำนาจที่ว่านี้มีไว้ใช้จัดการกับฝ่ายตรงข้ามที่ไม่มีทางสู้ เช่นนายเนติวิทย์เด็กนักเรียนที่ถูกทหารบุกบ้านเพราะเป็นผู้มีอิทธิพล หรือสตรีเช่นแม่จ่านิวและพระที่อยู่ตรงข้ามกับพวกตน ส่วนตัวเองกับพวกที่ทุจริตหรือพระที่สนับสนุนการปฏิวัติขนาดบุกไปปิดสถานทูตอเมริกากลับไม่เคยถูกดำเนินการ
คสช. เรียกร้องให้ทุกคนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่กับตัวเองและพวกกลับอาศัยมาตรา 279 ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่อ้างว่าปราบโกงที่ผมโพสต์มาให้ดูหลบหนีการตรวจสอบ มาตราดังกล่าวบัญญัติให้การกระทำทุกอย่างของ คสช. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ทำให้ไม่อาจเอาผิดกับ คสช. แม้มีการทุจริต คงหายสงสัยนะครับว่าทำไม คสช. จึงกล้าใช้อำนาจตามอำเภอใจและไม่สนใจที่จะตรวจสอบการทุจริต สู้เอาเวลาไปซื้ออาวุธและจัดการกับคนที่ค้านหรือไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญดีกว่า พี่น้องประชาชนคิดอย่างไรอย่าลืมออกมาบอกในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 นะครับ
วัฒนา เมืองสุข
พรรคเพื่อไทย
23 พฤษภาคม 2559

ข้ออ้างที่ไม่ได้เรื่องของผู้สนับสนุนเผด็จการไทย ในสายตาฝรั่ง แอน นอร์แมน

ข้ออ้างที่ไม่ได้เรื่องของผู้สนับสนุนเผด็จการไทย ในสายตาฝรั่ง แอน นอร์แมน

คุณแอน กล่าวว่า

ความเห็นนี้ตอบความเห็นข้างล่างเรื่องที่บอกอียูว่าอย่าเสือกเรื่องของประเทศไทย

สิทธิมนุษยชนสากลเป็นธุระของทุก ๆ คน เพราะมันเป็นสิ่งที่นับถือกันระดับนานาชาติ และเพราะประเทศไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนสากลต่าง ๆ ที่อ้างว่าประเทศไทยมีความพิเศษ และกฎธรรมดาทั่วไปมาใช้กับประเทศไทยไม่ได้นั้น ถือว่าไม่ใช่คำตอบ สำหรับข้อความที่ว่า คนไทยทุกคนรักกษัตริย์ของพวกเขานั้น ก็ไม่จริงเสียทีเดียว หากจะเอาให้ตรงเป้าก็คือ มันไม่เกี่ยวกันเลย เพราะกษัตริย์กำลังจะจากไปในเร็ววันนี้และคนไทยจะต้องทนทุกข์ทรมาณกับเจ้าชายวชิราลงกรณ์ที่โหดร้ายและไม่อยู่กับร่องกับรอย ผู้ซึ่งพวกเขาส่วนใหญ่ไม่ได้รักจริง ๆ มันถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเปิดให้มีการพูดคุยกันอย่างเปิดเผยถึงปัญหาที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุด และด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องมีเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งคนไทยจำนวนมากเรียกร้องหา ให้ชาวโลกยืนอยู่ข้างคนไทยที่เรียกร้องหากสิทธิในการจะถกกันถึงอนาคตทางการเมืองของพวกเขาเถิด--- แอน นอร์แมน



This comment is in response to the comments below the story telling the EU to mind its own business: "International human rights are everyone's business because they are international and because Thailand has signed onto the relevant international human rights treaties. 'Thailand is special' and 'the ordinary rules don't apply in Thailand' is not an answer. As for the statement, 'All Thais love their King,' that is not entirely true; however, more to the point, it is irrelevant because the King is going to be gone very soon and the Thais will have to endure the cruel and erratic Prince Vajiralongkorn, who they most certainly do not love. It's time for Thailand to openly discuss its very serious and immediate problems, and for that we need freedom of speech, which many Thais are now demanding. Let the world stand with the Thais demanding the right to discuss their political future." -- Ann Norman.

ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง

ดร.​ทักษิณ ชินวัตร ส่งสาส์นแสดงความเสียใจ ต่อครอบครัวของคุณยายสมบุญ เรืองศรี

ดร.​ทักษิณ ชินวัตร ส่งสาส์นแสดงความเสียใจ ต่อครอบครัวของคุณยายสมบุญ เรืองศรี คุณยายนักประชาธิปไตย ที่ร่วมงานกิจกรรมส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในอเมริกามาตลอดหลายปีที่ผ่านมา  


ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวคุณยายสมบุญ เรืองศรี ทุกท่านด้วยนะครับ 

ขอบคุณท่านทักษิณ ที่มีน้ำใจละเอียดอ่อน ไม่ทอดทิ้งประชาชน แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับคนที่ร่วมสู้กันมา ทุกกำลังใจจากมิตรร่วมทัพเป็นสิ่งมีค่าอย่างยิ่ง

สองปีหลังรัฐประหาร ความทุกข์ร้อน ยิ่งท่วมท้น บนความแตกแยกทางการเมืองแบบสุดขั้ว

Two years after coup, democracy in Thailand still not within reach

Unhappiness with the coup-makers has mounted across the deep political divide


http://www.scmp.com/news/asia/southeast-asia/article/1950990/two-years-after-coup-democracy-thailand-still-not-within



ประเทศไทย มีการสังหารผู้ปกป้องทรัพยากรและผลประโยชน์สาธารณะมากที่สุดในโลก เลยทีเดียว

Murdered After
Defending Thailand's
Environment

By Seth Mydans May. 23, 2016 May. 23, 2016 Comment
  • Thailand is among the world's most dangerous countries in which to oppose powerful interests that profit from coal plants, toxic waste dumping, land grabs or illegal logging. Some 60 people who spoke out on these issues have been killed over the past 20 years, although few perpetrators have been prosecuted in a culture in which powerful people have the last word and professional killers are easy to find.

อ่านต่อที่ 

http://lens.blogs.nytimes.com/2016/05/23/murdered-for-defending-thailands-environment/?_r=0




กรณีเด็กสาวชาวเขาถูกไฟครอกเสียชีวิต Thailand has poor health and safety standards and accidents are common across the kingdom.

Thailand has poor health and safety standards and accidents are common across the kingdom.

กปปส.​กลับใจ: ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตย(YPD.) ออกแถลงการณ์ผ่านทางเฟสบุ๊ก Young People for Social-Democracy Movement, Thailand – YPD

การแถลงข่าวของกลุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นกิ่งก้านสาขาของ กปปส. ใช้ชื่อว่า กลุ่มประสานงานเยาวชนสังคมนิยมเพื่อประชาธิปไตย(Young People for Social – Democracy Movement, Thailand หรือ YPD) ซึ่งมีการกล่าวหา กรธ. โดยเฉพาะเรื่องข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐธรรมนูญไม่ยึดโยงประชาชน ซึ่งตนไม่แน่ใจว่ากลุ่มนี้เป็น กปปส.จริงหรือไม่ และในเรื่องรัฐธรรมนูญที่เขาอ้างว่า ไม่ยึดโยงกับประชาชนนั้น ไม่ถูกต้อง"(อ่านข่าวที่นี่)

ทาง"ศูนย์ ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตย"มีความไม่สบายใจต่อการให้ สัมภาษณ์ดังกล่าวเนื่องจากผิดเพี้ยนและบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความเข้าใจผิดของสาธารณชนได้ จึงต้องขอโอกาสชี้แจงต่อสังคมใน 2 ประเด็นดังต่อไปนี้

1. "ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตย" เป็นกลุ่มกิจกรรมที่มีความสนใจทางการเมืองแนวสังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democracy) ก่อตั้งเมื่อปี 2545 โดยนักกิจกรรม นักศึกษา นักอนุรักษ์ สื่อมวลชน โดยมีจุดประสงค์ที่จะสร้างสังคมประชาธิปไตยที่มีทั้งประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ และประชาธิปไตยทางการเมือง เน้นทำงานกับกลุ่มเยาวชน คนหนุ่มสาว เชื่อมโยงกับขบวนการภาคประชาชนทั้งแรงงานและเกษตรกร ทั้งยังเป็นเครือข่ายสมาชิกกับองค์กร International Union of Socialist Youth ซึ่งเป็นองค์กรเยาวชนที่มีแนวคิดแบบสังคมนิยมประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง ในระบบรัฐสภา มีสมาชิกจากกว่า 134 ประเทศทั่วโลก
"ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตย" มีธรรมนูญองค์กรและโครงสร้างองค์กรแบบไม่มีประธาน สมาชิกทุกคนมีอิสระในการแสดงความเห็นในฐานะปัจเจกบุคคล แต่หากจะแสดงจุดยืนในนามขององค์กร ก็ต้องผ่านการลงมติในที่ประชุม เพราะฉะนั้น ในสถานการณ์ทางการเมืองเมื่อปี 2556-2557 สมาชิกบางคนจึงเข้าร่วมการเคลื่อนไหวของ กลุ่มกปปส.ซึ่งเป็นสิทธิในทางการเมืองในนามปัจเจกบุคคลเป็นธรรมดา

"ศูนย์ ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตย" ไม่เคยออกแถลงการณ์หรือแสดงจุดยืนใดๆในนามองค์กรในช่วงสถานการณ์ทางการเมือง ปี 2556-2557 ดังนั้นการจะมากล่าวหาว่า ตีตราว่า องค์กรเป็น กปปส. ไม่เป็นกปปส. หรือแม้กระทั้งจะกล่าวหาว่าเป็นกลุ่มทางการเมืองฝั่งตรงข้ามจึงเป็นเรื่อง ที่ไร้เหตุผล

สะท้อนการปฏิบัติหน้าที่โฆษกที่ผิดพลาด ขาดการตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้อง ทำลายความน่าเชื่อถือต่อตำแหน่งอันทรงเกียรติ และความเชื่อมันต่อร่างรัฐธรรมนูญ

เรามีจุดประสงค์จะก้าวข้ามความขัด แย้งการเมืองเรื่องสีเสื้อ เพราะ 10 ปีที่ผ่านมานี้พิสูจน์ให้เห็นถึงการเอามวลชนมาประหัตประหารกัน แต่ชนชั้นนำในสังคมไทยกลับพลัดกันเสวยสุข ยกตัวอย่างเช่น การรับเงินเดือนจากตำแหน่งต่างๆที่ทหารตั้งให้หลังรัฐประหาร หรือการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจจากการเป็นรัฐบาลในสมัยที่ยังมีประชาธิปไตย ชนชั้นนำต่างมีอำนาจขึ้นมาผลัดกันชม

เราปรารถนาระบบประชาธิปไตยที่ ยึดโยงกับอุดมการณ์ทางการเมืองกว่าตัวบุคคล เราไม่เอาพรรคการเมืองที่เป็นเพียงตัวแทนของชนชั้นนำเก่ากับชนชั้นนำใหม่ เราเป็นเพียงแค่เยาวชนที่ใฝ่ฝันถึงอนาคตใหม่ของสังคมไทย

2.ข้อกล่าวหา ที่ว่า "ยิ่งใกล้วันประชามติก็ได้ปรากฏกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ออกมามากมาย ทำงานแบบจัดตั้งสอดประสานอย่างเป็นระบบ"และการโกหกต่อหน้าสาธารณชนเรื่อง ร่างรัฐธรรมนูญยึดโยงกับประชาชน "ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตย" ขอชี้แจงว่าเราไม่ได้ทำงานโดยรับอามิสสินจ้างจากใคร พวกเราบางคนยังยืมเงินเพื่อนสมาชิกในกลุ่ม 20 บาทเพื่อนั่งเรือคลองแสนแสบกลับบ้านหลังแถลงการณ์
การสอดประสานของการลุกขึ้นมาตั้งคำถามต่อร่างรัฐธรรมนูญและประชามติเป็น ธรรมชาติของโลก เมื่อใดที่แรงกดมีมาก การปะทุก็เกิดขึ้นตามมา เมื่อใดที่ประชาชนไร้สิทธิเสรีภาพ การลุกขึ้นเพื่อทวงสิทธิของประชาชนก็เกิดขึ้นตามมา

เราจึงขอท้าให้ รัฐบาลและคณะกรรมการการเลือกตั้งยกเลิกกฎหมายหลายฉบับที่ขัดกับความโปร่งใส ของการทำประชามติ เพื่อจะได้รู้ว่าความจริงแล้วประชาชนคิดเห็นอย่างไร ท้ายนี้เราขอตั้งคำถามง่ายๆว่า หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยึดโยงกับประชาชน ขอให้ท่านจงอธิบายการขั้นตอนและหลักเกณฑ์การแต่งตั้งคณะกรรมการร่าง รัฐธรรมนูญว่ายึดโยงกับประชาชนอย่างไรหากท่านตอบได้และกล้าตอบ ขอให้ท่านช่วยให้สัมภาษณ์อีกครั้งในวันพรุ่งนี้!!!

เพื่อประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและประชาธิปไตยทางการเมือง
ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตย(YPD.)
23 พฤษภาคม 2559

Sunday, May 22, 2016

อเนก ซานฟราน ณ งานประชุมสมัชชาคนไทยต่างแดน 21 พ.ค. 2559 ลาสเวกัส เนวาดา สหรัฐอเมริกา

อเนก ซานฟราน งานประชุมสมัชชาคนไทยต่างแดน 21 ..  2559 ลาสเวกัส  เนวาดา สหรัฐอเมริกา

https://youtu.be/aHxbCoaKVYM

https://youtu.be/FWpWMhWMLlw

 

---------------------

***Download ร่างจดหมาย เพื่อส่งผู้นำนานาชาติต่าง ที่ http://tinyurl.com/gsetacg

***โปรดช่วยกันกระจายและส่งให้มากที่สุดนะครับ ขอบคุณครับ

โชว์ภาพ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ป่วยหนัก แผลเหวอะ-ติดเชื้อรุนแรง วอนดีเอสไอเห็นใจ

            จากกรณีที่ พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ไม่เดินทางไปรับฟังข้อกล่าวหาในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจร โดยอ้างว่าป่วย ซึ่งทางดีเอสไอมีมติยื่นคำร้องศาลอาญา ขออนุมัติออกหมายจับพระธัมมชโยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น [อ่านข่าว ดีเอสไอ ยื่นศาลขออนุมัติหมายจับ "ธัมมชโย" เรียบร้อยแล้ว]

            อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2559 พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ให้ได้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ 98.5 ระบุว่า การป่วยของพระธัมมชโยไม่ใช่ข้ออ้าง ท่านป่วยมานานแล้ว ที่ผ่านมาก็ฝืนสังขารในการปฏิบัติศาสนกิจมาตลอด จึงขอความเห็นใจจากดีเอสไอด้วย พร้อมยืนยันว่าไม่ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่ไม่สามารถออกไปไหนได้ เพราะท่านเป็นภูมิแพ้ แพ้อากาศ อากาศเปลี่ยนจะหายใจไม่ออก และมีผื่นขึ้น 

            นอกจากนี้ พระสนิทวงศ์ ยังระบุอีกว่า พระธัมมชโยท่านป่วยเป็นเบาหวาน ขาซ้ายใหญ่กว่าขาขวาเป็นสองเท่า มีอาการเส้นเลือดอุดตัน ปวดเท้าซ้ายรุนแรง และมีแผลติดเชื้อ ซึ่งท่านไม่อยากไปนอนโรงพยาบาล เพราะอยากจะอยู่ที่วัด โดยตลอดเวลาจะมีหมอจากสหคลินิกรัตนเวช (คลินิกของวัด) เป็นหมอประจำตัวท่านดูแลท่านอยู่แล้ว 

ดูรายละเอียดภาพและข่าวที่ http://hilight.kapook.com/view/135938?line=1

"เผด็จการเชิงเครือข่าย"

สมชาย ปรีชาศิลปกุล เตือนให้ระวังเผด็จการเชิงเครือข่าย "ประชามติครั้งนี้คือระหว่างทางของการสร้างระบอบอำนาจนิยมกับความพยายามที่จะหันเหทิศทางของสังคมจากระบอบประชาธิปไตย ไปสู่อำนาจนิยมแบบใหม่ ที่ขอเสนอคำใหม่ว่า "เผด็จการเชิงเครือข่าย" เครือข่ายในที่นี้ไม่ใช่แค่กองทัพ แต่รวมถึงนักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน ฯลฯ อยู่ในเครือข่ายนี้ด้วย http://prachatai.org/journal/2016/05/65903

แถลงการณ์ งานสมัชชาประชาธิปไตยคนไทยในต่างแดน ครั้งที่สอง ณ นคร ลาส เวกัส

แถลงการณ์ งานสมัชชาประชาธิปไตยคนไทยในต่างแดน  ครั้งที่สอง ณ นคร ลาส เวกัส


๑ สมัชชาฯ มีมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับเผด็จการนี้ เพราะเป็นร่างที่มาจากการทำรัฐประหาร โดยที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมใด ทั้งสิ้น

๒ สมัชชาฯ มีมติว่าการร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นในอนาคตคควรที่จะไม่ให้สถาบันกษัติย์ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอย่างเด็ดขาด

๓  นับจากนี้ไปสมัชชาฯ จะจัดกิจกรรม รณรงค์คัดค้าน รัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการนี้ทุกรูปแบบุ

๔   สมัชชาฯ มีมติจัดตั้งกลุ่มประสานงาน โดยใช้ชื่อกลุ่มว่า "สมัชชาประชาธิปไตยคนไทยในต่างแดน" เพื่อรวมพลังคนไทยทั่วโลกต่อต้านกับอำนาจเผด็จการในประเทศไทย

๕ สมัชชาฯ มีมติว่าจะไม่ยอมรับการกระทำใด ๆ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของรัฐบาลคสช.

สุดท้ายสมัชชาประชาธิปไตยคนไทยในต่างแดน  จะยืนหยัดต่อสู้เพื่อสร้างระบบประชาธิปไตยที่แท้จริงให้เกิดขึ้นโดยเร็ว
________________________________________________

Statement by Democratic Congress of Thai's Overseas (DCTO) on May 21st 2016

1. The Congress resolved to reject the anti-democratic draft constitution and urge all Thai people to vote No in the upcoming referendum. The congress rejects the draft constitution because it was composed by the military regime and their cohorts without any mandate from the Thai people, who were entirely excluded from the drafting process.

2. The congress resolves to oppose any future constitution that is drafted by the military regime and their supporters and that is drafted without the full participation and consent of the Thai people. 

3. The congress will actively pursue all available avenues in opposing the current proposed draft constitution.

4. Congress unanimously agreed to set up an umbrella organisation to unite and coordinate the forces of all Thai's living overseas to oppose military dictatorship in Thailand. This organisation will be called the Democratic Congress of Thai's Overseas (DCTO)

5 Congress also resolved not to acknowledge any and all conduct of the ruling military regime, in the pass, in the present and in the future.

Lastly, the DCTO resolve to work towards re-establishing full democracy in Thailand, with basic human rights and the rule of law for all Thai citizens.



*************************