Thursday, April 7, 2016

คณะนิติราษฎร์ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์
เรื่อง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับออกเสียงประชามติ
 -

เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาก่อนออกเสียงประชามติว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวทั้งฉบับหรือไม่
-
คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร ได้ศึกษาร่างรัฐธรรมนูญฉบับออกเสียงประชามติโดยละเอียดแล้ว มีความเห็นในเบื้องต้นเกี่ยวกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ข้อวิจารณ์เกี่ยวกับข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญตามการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของฝ่ายต่าง ๆ หลักเกณฑ์การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญโดยความมุ่งหวังที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งและการปกครองโดยรัฐบาลพลเรือนโดยเร็วดังนี้
-
ส่วนที่ ๑
-
เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ
-
คณะนิติราษฎร์ได้ศึกษาและวิเคราะห์เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญแล้ว มีความเห็นในประเด็นสำคัญ เกี่ยวกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาล และเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญในหมวดอื่น ๆ ดังนี้
-
๑.๑ เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาล
-
๑.๑.๑ อำนาจเบ็ดเสร็จของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
-
หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวสิ้นสุดลงและมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรเพื่อก่อตั้งระบบกฎหมายขึ้นใหม่ โดยหลักการแล้ว อำนาจของคณะรัฐประหารต้องสิ้นสุดลง กรณีนี้เป็นหลักทั่วไปในการจัดทำรัฐธรรมนูญที่ปรากฏมาโดยตลอดในประวัติศาสตร์การจัดทำรัฐธรรมนูญในประเทศไทย แต่ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๕ กลับบัญญัติรับรองให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังคงมีอำนาจตามมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ ต่อเนื่องไปอีกจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่เข้าดำรงตำแหน่งเป็นครั้งแรกตามร่างรัฐธรรมนูญจะเข้ารับหน้าที่ จึงเท่ากับว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังคงมีอำนาจสูงสุดเด็ดขาดต่อไป การบัญญัติรัฐธรรมนูญในลักษณะเช่นนี้ทำให้กฎเกณฑ์สำคัญในร่างรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลหมดความหมายลงอย่างสิ้นเชิง เพราะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังสามารถใช้อำนาจดังกล่าวละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนโดยผู้ถูกล่วงละเมิดไม่อาจฟ้องร้องโต้แย้งในทางใดได้ ดังนั้นการออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเท่ากับบุคคลผู้ทรงสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญยินยอมให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติสามารถใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ ละเมิดสิทธิเสรีภาพของตนโดยผู้ที่ใช้อำนาจดังกล่าวไม่ต้องมีความรับผิดใด ๆ ทั้งสิ้น
-
๑.๑.๒ ที่มาของสมาชิกวุฒิสภาในวาระห้าปีแรกหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ
-
ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๖๙ กำหนดให้มีสมาชิกวุฒิสภาโดยตำแหน่งจากผู้บัญชาการเหล่าทัพและตำรวจ ประกอบกับสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีที่มาจากการคัดเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในขณะที่วุฒิสภาตามร่างรัฐธรรมนูญนี้มีบทบาทและอำนาจหน้าที่สำคัญทั้งในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ การออกกฎหมาย การให้ความเห็นชอบบุคคลไปดำรงตำแหน่งในศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระต่าง ๆ และการกำกับการปฏิรูปประเทศ ฯลฯ เมื่อโครงสร้าง ที่มา และอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาเป็นเช่นนี้ จึงกล่าวได้ว่า ในวาระห้าปีแรกของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ การปฏิบัติหน้าที่ในด้านต่าง ๆ ของสมาชิกวุฒิสภา ย่อมเป็นไปได้ยากที่จะปลอดพ้นจากการครอบงำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติซึ่งเป็นผู้คัดเลือกสมาชิกวุฒิสภาได้
-
๑.๑.๓ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและการยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
-
ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๗ กำหนดให้ "คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ" อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพื่อจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ๑๐ ฉบับรวมถึงร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน ๒๔๐ วัน
-
ระยะเวลาในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นระยะเวลายาวนานเกินไป ทั้ง ๆ ที่สมควรเร่งรัดให้จัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่จำเป็นต่อการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จก่อนเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งโดยเร็ว อีกทั้งร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้กำหนดสภาพบังคับเอาไว้ว่าหากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายใน ๒๔๐ วันจะมีผลอย่างไร จึงอาจทำให้การเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไปได้อย่างไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน
-
นอกจากนั้น เนื้อหาสำคัญที่ควรปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญหลายเรื่อง ถูกบัญญัติให้ไปกำหนดรายละเอียดในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ อย่างเช่น วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงแต่มาจากการสรรหาคัดเลือก ทำให้ในชั้นของการออกเสียงประชามติว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ประชาชนไม่อาจทราบเนื้อหาสำคัญในเรื่องดังกล่าวเพื่อประกอบการตัดสินใจ ผลจากการนี้ ประชาชนจึงอาจออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญเพราะ "สำคัญผิด" ในสาระสำคัญได้ ซึ่งหากเนื้อหาของเรื่องนั้นปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ แทนที่จะปรากฏในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ประชาชนก็อาจตัดสินใจไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
-
๑.๑.๔ การรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายให้แก่ประกาศ คำสั่ง และการกระทำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
-
ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๙ ได้บัญญัติรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายให้แก่ประกาศ คำสั่ง และการกระทำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตลอดจนการกระทำอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะได้กระทำก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ กรณีเช่นนี้ ทำให้บรรดาการกระทำทั้งหลายเหล่านั้น แม้โดยเหตุผลของเรื่องจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ก็ถูกทำให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและชอบด้วยกฎหมายโดยที่บุคคลใดก็ไม่อาจโต้แย้งได้ การบัญญัติรัฐธรรมนูญไว้ในลักษณะเช่นนี้ย่อมมีผลเป็นการทำลายหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญโดยมาตรา ๒๗๙ ของรัฐธรรมนูญเอง ยิ่งไปกว่านั้น นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การร่างรัฐธรรมนูญไทยที่มีการบัญญัติให้การใช้อำนาจพิเศษของคณะรัฐประหารได้รับการรับรองให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ แม้การใช้อำนาจพิเศษดังกล่าวนั้นจะเกิดขึ้นภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่มุ่งหมายให้ใช้บังคับเป็นถาวรแล้วก็ตาม กรณีจึงเท่ากับว่าแม้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่มุ่งหมายให้ใช้บังคับเป็นการถาวร โดยรับรองหลักการแบ่งแยกอำนาจและได้กระจายอำนาจรัฐให้แก่องค์กรของรัฐต่าง ๆ ตามสถานการณ์ปกติแล้ว แต่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ยังคงมีและสามารถใช้ "อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด" ต่อไปได้อีก จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่เข้าดำรงตำแหน่งเป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญฉบับออกเสียงประชามติจะเข้ารับหน้าที่ ซึ่งไม่ถูกต้องและหาเหตุผลใด ๆ มารองรับไม่ได้
-
๑.๒ เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญในหมวดอื่น ๆ
-
๑.๒.๑ วิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
-
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับออกเสียงประชามติ มาตรา ๘๓ กำหนดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน ๕๐๐ คน แบ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ๓๕๐ คน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองอีก ๑๕๐ คน โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้คนละหนึ่งคะแนนและกำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว โดยให้มีผลเป็นการเลือกทั้งตัวผู้สมัครซึ่งมาจากเขตเลือกตั้งและจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองไปพร้อมกัน
-
การกำหนดระบบการเลือกตั้งดังกล่าว ไม่เปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถออกเสียงเลือกบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองได้โดยตรง แต่จะนำคะแนนที่ผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งได้รับไปคำนวณจำนวนที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรคการเมือง การคำนวณเช่นนี้อาจส่งผลให้เจตจำนงที่แท้จริงของผู้ออกเสียงลงคะแนนถูกบิดผันไป เนื่องจากในกรณีที่ผู้ออกเสียงลงคะแนนประสงค์จะเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งคนหนึ่ง แต่ไม่ประสงค์จะเลือกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งคนนั้นสังกัด การออกเสียงลงคะแนนแบบแบ่งเขตเลือกตั้งดังกล่าวจะมีผล "บังคับ" ให้เป็นการเลือกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนนั้นสังกัดทันที ในทางกลับกัน ในกรณีที่ผู้ออกเสียงลงคะแนนประสงค์จะเลือกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองหนึ่ง แต่เนื่องจากไม่มีบัตรให้ออกเสียงลงคะแนนแบบบัญชีรายชื่อ ผู้ออกเสียงลงคะแนนจึงจำเป็นต้องเลือกผู้สมัครในเขตเลือกตั้งที่สังกัดพรรคนั้นทั้งที่ไม่ประสงค์จะเลือก เพื่อจะได้นำคะแนนนั้นไปคำนวณให้แก่บัญชีรายชื่อพรรคการเมืองตามที่ตนต้องการ
-
ภายใต้ระบบการเลือกตั้งในลักษณะเช่นนี้ หากเกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อผลการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งภายในหนึ่งปี เช่น ผู้ชนะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ขาดคุณสมบัติหรือถึงแก่ความตาย กรณีจะกระทบต่อสัดส่วนคะแนนที่พรรคการเมืองได้รับเพื่อไปคำนวณหาจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น และอาจส่งผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นต้องพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงแน่นอนของตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ
-
คณะนิติราษฎร์เห็นว่าหากต้องการให้ระบบการเลือกตั้งสะท้อน "เจตจำนงอันแท้จริง" ของประชาชนและต้องการให้มีผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งในระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและระบบบัญชีรายชื่อ จะต้องกำหนดให้ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนสองคะแนน โดยให้ลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งหนึ่งคะแนนและแบบบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองอีกหนึ่งคะแนน ไม่ใช่ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งจากผู้สมัครรับเลือกตั้งในระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและระบบบัญชีรายชื่อโดยใช้บัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียวและนับเพียงคะแนนเดียว
-
๑.๒.๒ วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
-
ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๗ กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการคัดเลือกกันเองระหว่างผู้สมัครเข้ารับเลือก วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าวนี้ ไม่สอดคล้องกับหลักการเลือกตั้งตามมาตรฐานในรัฐเสรีประชาธิปไตยและไม่เชื่อมโยงกับประชาชนผู้ทรงอำนาจอธิปไตย เนื่องจากประชาชนไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม กรณีไม่มีสิทธิเลือกตั้งทางตรง หมายความว่า ประชาชนไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยไม่มีบุคคลหรือคณะบุคคลใดคั่นกลางระหว่างผู้เลือกกับผู้ได้รับเลือก ส่วนกรณีไม่มีสิทธิเลือกตั้งทางอ้อม หมายความว่า ประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกคณะผู้เลือกสมาชิกวุฒิสภาได้
-
เมื่อพิจารณาอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว จะเห็นว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้วุฒิสภามีอำนาจหน้าที่สำคัญหลายประการ ทั้งการให้ความเห็นชอบบุคคลไปดำรงตำแหน่งในศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระต่าง ๆ การถ่วงดุลอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรในกระบวนการตราพระราชบัญญัติ การเป็นองค์กรร่วมใช้อำนาจกับสภาผู้แทนราษฎรในการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ การทำหน้าที่เป็นรัฐสภาในกิจการสำคัญในกรณีสภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ หรือถูกยุบ หรือไม่มีสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวุฒิสภามีอำนาจหน้าที่สำคัญเช่นนี้ การกำหนดวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาโดยขาดความเชื่อมโยงกับประชาชน จึงทำให้วุฒิสภาขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตยในการทำหน้าที่ต่าง ๆ เหล่านั้น
-
๑.๒.๓ การบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี
-
ร่างรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๖ กำหนดให้มีการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ ตามกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ กรณีนี้ แม้นายกรัฐมนตรีจะมาจากการคัดเลือกของสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย และคณะรัฐมนตรีจะต้องบริหารราชการแผ่นดินตามความประสงค์ของประชาชนก็ตาม แต่ตามร่างรัฐธรรมนูญหมวดนี้ คณะรัฐมนตรีจะไม่มีอำนาจและไม่มีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายอย่างแท้จริง เพราะนโยบายในการบริหารประเทศด้านต่าง ๆ ได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้วในหมวดนี้ และบังคับให้คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการตามหมวดหน้าที่ของรัฐ ดังนั้น ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับออกเสียงประชามตินี้คณะรัฐมนตรีจึงไม่ได้เป็น "องค์กรผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายสาธารณะ" อย่างแท้จริง ตามความต้องการของประชาชน หากเป็นแต่เพียง "องค์กรผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติงานประจำ" ตามแผนการปฏิรูปประเทศที่คณะรัฐประหารและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนดเอาไว้
-
๑.๒.๔ อำนาจขององค์กรตุลาการและองค์กรอิสระ
-
ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดอำนาจหน้าที่ให้องค์กรตุลาการและองค์กรอิสระมีอำนาจตรวจสอบฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติอย่างกว้างขวางในหลายมิติ ในลักษณะที่ไม่ได้ดุลยภาพ ดังตัวอย่างที่จะได้แสดงให้เห็นดังต่อไปนี้ คือ
-
กรณีตามมาตรา ๒๑๙ ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระมีอำนาจร่วมกันในการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมซึ่งมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าวนี้ไม่ได้ใช้บังคับเฉพาะแก่สมาชิกในองค์กรของตนเท่านั้น แต่ยังนำไปใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีด้วย หากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเห็นว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามที่ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระกำหนด ก็อาจไต่สวนและเสนอเรื่องไปยังศาลฎีกาให้วินิจฉัยได้ ทั้งนี้ตามมาตรา ๒๓๕ (๑)  และศาลฎีกาก็อาจวินิจฉัยให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนนั้นพ้นจากตำแหน่งและถูกเพิกถอน "สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง" ตลอดชีวิต และศาลฎีกายังอาจเพิกถอน "สิทธิเลือกตั้ง" ของบุคคลดังกล่าวเป็นเวลาไม่เกินสิบปีได้อีกด้วย
-
กรณีตามมาตรา ๑๗๐ มาตรา ๑๖๐ ประกอบมาตรา ๘๒ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา สามารถเข้าชื่อร้องต่อประธานสภาที่ตนสังกัดเพื่อส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งก็สามารถส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้เช่นกัน เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งเพราะไม่มี "ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์" ถ้อยคำดังกล่าวนี้ ไม่มีบทนิยามอย่างชัดแจ้งว่ามีความหมายอย่างไร การตีความถ้อยคำเช่นว่านี้จึงขึ้นอยู่กับ "อัตวิสัย" ของศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีสามารถพ้นจากตำแหน่งได้อย่างง่ายดาย เพียงเพราะศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่านายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้นั้นไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หรืออาจซื่อสัตย์สุจริต แต่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าความซื่อสัตย์สุจริตนั้นยังไม่เป็นที่ประจักษ์ ถึงแม้ว่าวิญญูชนทั่วไปจะเห็นว่าบุคคลดังกล่าวมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์เพียงพอแล้วก็ตาม
-
กรณีตามมาตรา ๑๔๔ เรื่องการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทสำคัญในการวินิจฉัยให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อีกต่อไปแม้จะยังไม่มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าคณะรัฐมนตรีเป็นผู้กระทำการ หรืออนุมัติให้กระทำการ หรือรู้ว่ามีการกระทำแต่ไม่สั่งยับยั้ง จนมีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการ มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย เรื่องนี้เป็นการกำหนดบทบัญญัติที่มีลักษณะไม่ชัดเจนเพียงพอว่าจะมุ่งหมายให้ใช้บังคับกับกรณีใดในลักษณะใด ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตีความได้อย่างกว้างขวางจนอาจทำให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งได้โดยง่าย อีกทั้งบทลงโทษต่อคณะรัฐมนตรีก็รุนแรงเกินสมควร ไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไม่สอดคล้องกับหลักความพอสมควรแก่เหตุ เพราะคณะรัฐมนตรีจะถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต หรือจะต้องรับผิดชดใช้เงินนั้นคืนพร้อมด้วยดอกเบี้ย
-
คณะนิติราษฎร์เห็นว่าแม้มีความจำเป็นที่องค์กรตุลาการและองค์กรอิสระต้องมีอำนาจตรวจสอบฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ แต่การกำหนดให้องค์กรตุลาการและองค์กรอิสระมีอำนาจดังกล่าวต้องไม่ถึงขนาดที่ทำให้องค์กรเหล่านั้นมีอำนาจวินิจฉัยให้ฝ่ายบริหารหรือสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติพ้นจากตำแหน่งโดยง่ายผ่านการใช้ดุลพินิจในการตีความถ้อยคำที่ไม่มีความชัดเจนแน่นอน เสมือนหนึ่งองค์กรตรวจสอบดังกล่าวแสดงเจตจำนงทางการเมืองมากกว่าที่จะวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นปัญหาทางกฎหมาย อนึ่ง เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้องค์กรตุลาการและองค์กรอิสระมีอำนาจตรวจสอบองค์กรบริหารและองค์กรนิติบัญญัติซึ่งมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย องค์กรตุลาการและองค์กรอิสระก็สมควรที่จะต้องมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยเช่นกัน ซึ่งตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หาได้เป็นเช่นนั้นไม่  
-
๑.๒.๕ ประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
-
ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕ กำหนดว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญจัดให้มีการประชุมร่วมระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานองค์กรอิสระ เพื่อวินิจฉัยชี้ขาด
-
บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้มีการกำหนดไว้ให้มีองค์กรหรือบุคคลใดเป็นผู้ร้องเพื่อขอให้ที่ประชุมร่วมวินิจฉัย แต่จากถ้อยคำของบทบัญญัติอาจตีความได้ว่าประธานศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้มีอำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดว่าเป็นกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญใช้บังคับแก่กรณี เพื่อให้ที่ประชุมร่วมฯ มีอำนาจวินิจฉัย ทั้ง ๆ ที่กรณีดังกล่าวอาจเป็นเรื่องที่อยู่ภายในแดนอำนาจขององค์กรทางรัฐธรรมนูญอื่นซึ่งได้ตีความโต้แย้งตามอำนาจของตนว่าเป็นกรณีที่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญใช้บังคับแก่กรณีนั้นอยู่แล้ว กรณีเช่นนี้จะทำให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ผูกขาดการตัดสินใจว่ากรณีใดไม่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญใช้บังคับแก่กรณี และการตัดสินใจนั้นอาจมีผลเป็นการก้าวล่วงอำนาจองค์กรอื่นด้วย
-
สำหรับการวินิจฉัยความหมายของ "ประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕ กำหนดให้เป็นอำนาจตีความของ "ที่ประชุมร่วม" โดยกำหนดต่อไปด้วยว่าให้ "คำวินิจฉัยของที่ประชุมร่วม" มีผลเป็นที่สุด และผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ โดยบทบัญญัติเช่นนี้ จึงเปิดโอกาสให้ "ที่ประชุมร่วม" เป็นผู้ผูกขาดในการกำหนดเนื้อหาว่า "ประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ที่จะใช้บังคับแก่กรณีนั้นได้แก่เรื่องอะไร เช่นกัน
-
ความจริงแล้วในระบบกฎหมายรัฐธรรมนูญ องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่เป็นผู้ใช้รัฐธรรมนูญย่อมมีอำนาจในการตีความรัฐธรรมนูญในแดนอำนาจหน้าที่ของตน และการตีความรัฐธรรมนูญขององค์กรต่าง ๆ เหล่านั้นจะส่งผลทำให้การแบ่งแยกอำนาจหน้าที่เป็นไปอย่างได้ดุลยภาพ แต่เมื่อบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕ ให้อำนาจแก่ "ประธานศาลรัฐธรรมนูญ" และ "ที่ประชุมร่วม" มีอำนาจตีความตามกรณีที่กล่าวมาแล้ว ก็ย่อมส่งผลให้ "ประธานศาลรัฐธรรมนูญ" และ "ที่ประชุมร่วม" เป็น "องค์กรเหนือองค์กรอื่น" ยิ่งเมื่อพิจารณาองค์ประกอบของ "ที่ประชุมร่วม" ด้วยแล้ว เห็นได้ชัดว่าสัดส่วนขององค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมีมากกว่าสัดส่วนขององค์กรที่มาจากการเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญ กรณีจึงหมายความว่าร่างรัฐธรรมนูญมาตรานี้ กำหนดให้ "องค์กรที่ขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย" มีความสำคัญยิ่งกว่า "องค์กรที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย" ต่อการ "ชี้เป็นชี้ตาย" ในปัญหาเกี่ยวกับการใช้รัฐธรรมนูญ
-
อนึ่ง ตามบริบทของประวัติศาสตร์การเมืองไทยในอดีต พบว่าเคยมีความพยายามตีความถ้อยคำ "ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" เพื่อใช้เป็นช่องทางในการนำไปสู่ "การงดบังคับใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา" หรือ "การเรียกร้องให้มีนายกรัฐมนตรีพระราชทาน" ดังนั้น หากเกิดความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นอีกในอนาคต ย่อมมีความเป็นไปได้ที่จะกล่าวอ้างว่าได้เกิด "กรณีที่ไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ไปบังคับใช้" เพื่อเปิดช่องให้ "ประธานศาลรัฐธรรมนูญ" และ "ที่ประชุมร่วม" พิจารณาวินิจฉัยให้เกิดผลในลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดที่ขัดต่อเจตจำนงของประชาชนส่วนใหญ่ และมีผลผูกพันองค์กรของรัฐทุกองค์กร อันจะทำให้บรรดาผู้ที่ต้องการได้อำนาจทางการเมือง ไม่แสวงหาการสนับสนุนจากประชาชน แต่จะใช้ช่องทางลัดดังกล่าวเข้าสู่อำนาจทางการเมืองแทน
-
๑.๒.๖ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
-
กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น ปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๕ ซึ่งเมื่อพิเคราะห์แล้วจะเห็นได้ว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญเอาไว้ในลักษณะที่ยากแก่การแก้ไขอย่างยิ่ง กล่าวคือ ในวาระที่หนึ่ง ขั้นรับหลักการ จะต้องมีคะแนนเสียงเสียงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภารวมกัน และจะต้องมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ซึ่งหมายความว่าแม้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่หรือทั้งหมดเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่หากสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยน้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมก็ไม่อาจผ่านวาระที่หนึ่งไปได้  และหากร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมผ่านวาระที่หนึ่งและวาระที่สองไปได้แล้ว ในวาระที่สามนั้นนอกจากจะต้องได้คะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภารวมกันแล้ว ผู้ร่างรัฐธรรมนูญยังกำหนดเอาไว้ด้วยว่าในจำนวนผู้เห็นชอบนั้นจะต้องจะต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองที่สมาชิกมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของทุกพรรคการเมืองดังกล่าวรวมกัน และต้องมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นผู้ร่างรัฐธรรมนูญยังกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้าควบคุมตรวจสอบการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอีกด้วย ในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาตามจำนวนที่รัฐธรรมนูญกำหนดเข้าชื่อกันยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญขัดหรือแย้งต่อข้อจำกัดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหรือไม่ ส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นองค์กรซึ่งทรงอำนาจผูกขาดการให้ความหมายของข้อจำกัดในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่าเรื่องใดไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ และแม้จะมีการกำหนดให้ต้องทำประชามติในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญบางกรณี แต่ประชามติดังกล่าวก็ไม่ได้สะท้อนถึงความเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยของปวงชน เนื่องจากยังถูกจำกัดโดยข้อจำกัดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ให้ความหมายอยู่นั่นเอง
-
ยิ่งไปกว่านั้น โดยเหตุที่ในวาระห้าปีแรก สมาชิกวุฒิสภาจะมาจากการคัดเลือกตามวิธีการที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะมีบทบาทสำคัญในการคัดเลือก กรณีจึงย่อมประจักษ์ชัดอยู่ในตัวเองว่าในวาระห้าปีแรกของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะกระทำได้ยากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการคัดเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสาม ซึ่งหากสมาชิกวุฒิสภาไม่เห็นชอบด้วยแล้ว แม้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนจะเห็นพ้องด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก็มีโอกาสตกไปตั้งแต่ในชั้นการพิจารณาของรัฐสภาในวาระที่หนึ่ง เพราะเหตุที่ไม่มีสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามเห็นพ้องด้วย
-
การกำหนดให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นไปได้ยากมากเช่นนี้ ย่อมขัดต่อสภาพของรัฐธรรมนูญที่ต้องมีความสมดุลกันระหว่างการแก้ไขยากเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐธรรมนูญกับการแก้ไขง่ายเพื่อให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองและความเป็นพลวัตรของการเมือง คณะนิติราษฎร์เห็นว่าการกำหนดกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเอาไว้ในลักษณะเช่นนี้จะส่งผลให้โอกาสในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อให้รัฐธรรมนูญมีความเป็นประชาธิปไตยที่ได้รับการยอมนับจากนานาอารยประเทศเหลือน้อยลงมาก และอาจเกิดความพยายามเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญด้วยวิถีทางที่จะก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นต่อไป โดยที่จะไม่มีผู้ใดสามารถรับผิดชอบต่อความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นนั้นได้
-
ส่วนที่ ๒
-
ข้อวิจารณ์เกี่ยวกับ "ข้อดี" ของร่างรัฐธรรมนูญตามการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของฝ่ายต่าง ๆ

คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้หยิบยก "ข้อดี" ของร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อใช้เป็น "จุดขาย" ในการรณรงค์ให้ประชาชนให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ คณะนิติราษฎร์ได้พิจารณาถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ดังกล่าวแล้ว มีความเห็น ดังนี้
-
๒.๑ ข้อวิจารณ์เรื่องร่างรัฐธรรมนูญเพื่อ "ปราบโกง"
-
ผู้ร่างรัฐธรรมนูญกล่าวอ้างว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่เข้มงวดและเด็ดขาด กล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็น "ร่างรัฐธรรมนูญปราบโกง"
-
คณะนิติราษฎร์ไม่มีข้อขัดข้องใด ๆ ต่อนโยบายของรัฐที่มุ่งประสงค์ป้องกัน ตรวจสอบ และปราบปรามการทุจริต หากการป้องกัน ตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตนั้นมีลักษณะที่ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล กระทำไปพอสมควรแก่เหตุ และสอดคล้องกับกระบวนการยุติธรรมภายใต้หลักนิติรัฐ อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญนั้น โดยเนื้อหาแล้ว คือกฎหมายพื้นฐานที่ก่อตั้งสถาบันทางการเมือง กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการเมือง และประกันสิทธิและเสรีภาพของบุคคล และที่สำคัญที่สุดรัฐธรรมนูญจะต้องบรรจุไว้ซึ่งคุณค่าพื้นฐานร่วมกันของผู้คนในสังคม ทั้งนี้เพื่อให้ผู้คนได้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นปกติสุข หากพิจารณาจากธรรมชาติในทางกฎหมายของรัฐธรรมนูญให้ละเอียดแล้ว ย่อมจะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต และแม้จะเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต การเขียนรัฐธรรมนูญเช่นนั้นก็ไม่สามารถจัดการปัญหาดังกล่าวได้ เพราะหากการป้องกันและปราบปรามการทุจริตสามารถกระทำได้แต่เพียงการเขียนรัฐธรรมนูญ นานาอารยประเทศก็คงจะเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต และการทุจริตก็คงจะหมดสิ้นไปเพราะเหตุที่ได้มีการเขียนรัฐธรรมนูญเช่นนั้น แต่กรณีก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ทั้งนี้เนื่องจากการป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้ได้ผลมีองค์ประกอบหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย และระบบการตรวจสอบถ่วงดุลที่ได้ดุลยภาพ
-
ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว จะพบว่าบทบัญญัติที่ถูกอ้างและเชื่อว่าเป็นกลไกในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตนั้น แท้ที่จริงแล้วได้กลายเป็นกลไกที่มุ่งหมายตรวจสอบองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเพียงอย่างเดียว ส่วนบรรดาองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เช่น องค์กรอิสระต่าง ๆ และองค์กรตุลาการ โดยเฉพาะศาลฎีกาและศาลรัฐธรรมนูญ กลับไม่ถูกตรวจสอบภายใต้ระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่มีการคานอำนาจกับองค์กรทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้ง ๆ ที่องค์กรเหล่านั้นต่างก็ใช้อำนาจรัฐเช่นเดียวกับองค์กรที่มาจากการเลือกตั้ง นอกจากนั้น ตามเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญบางเรื่องที่อ้างว่าเขียนขึ้นเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต ก็หาใช่เป็นเรื่องของการทุจริตประพฤติมิชอบไม่ แต่เป็นกรณีที่ต้องวินิจฉัยในเรื่องที่มีลักษณะเป็นเรื่องทางการเมืองมากกว่า
-
การกล่าวอ้างว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่มีความมุ่งหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต จึงเป็นเรื่องที่คณะนิติราษฎร์เห็นว่าไม่สอดรับกับความเป็นจริง ค่อนไปในทางเลือกตรวจสอบเฉพาะกับผู้ใช้อำนาจรัฐบางกลุ่มเท่านั้น และเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หาได้วางกลไกการตรวจสอบระหว่างองค์กรของรัฐให้ได้ดุลยภาพไม่
-
๒.๒ ข้อวิจารณ์เรื่องร่างรัฐธรรมนูญเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
-
ผู้ร่างรัฐธรรมนูญกล่าวอ้างว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเจตนารมณ์ในการรับรอง ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย
-
คณะนิติราษฎร์เห็นว่าบทบัญญัติที่รับรองสิทธิเสรีภาพไม่อาจเกิดผลใช้บังคับได้เพียงเพราะว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ต้องวางกลไกในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนวางหลักเกณฑ์อันเป็นหลักประกันว่าการจำกัดสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะเป็นไปได้เพียงเท่าที่รัฐธรรมนูญอนุญาตเท่านั้นและการจำกัดสิทธิเสรีภาพดังกล่าวต้องไม่กระทบต่อแก่นหรือสาระสำคัญของสิทธินั้น
-
แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยภาพรวมแล้วจะมีการรับรองสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ เหมือนเช่นรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ แต่มีการเพิ่มข้อจำกัดด้วยถ้อยคำที่ไม่ชัดเจนแน่นอน หรือมีความหมายไม่เฉพาะเจาะจงจำนวนมาก เช่น ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของรัฐ หรือแม้แต่คำว่า "เหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ" ทำให้รัฐสามารถก้าวล่วงสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้อย่างกว้างขวาง ในขณะเดียวกันบทบัญญัติที่มีลักษณะเป็นการวางข้อจำกัดของการตรากฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพว่าจะต้องเป็นไปเท่าที่จำเป็นและไม่กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิเสรีภาพดังเช่นที่เคยปรากฏในรัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช ๒๕๔๐ และ ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่สำคัญอย่างยิ่ง กลับไม่ปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ ทั้ง ๆ ที่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นหลักการสำคัญในประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญไม่ให้ถูกล่วงละเมิดโดยอำนาจรัฐ การไม่บัญญัติข้อจำกัดของการตรากฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพดังกล่าวไว้ ทำให้รัฐสามารถตรากฎหมายกระทบถึงแก่นของสิทธิเสรีภาพได้โดยอ้างข้อจำกัดที่ใช้ถ้อยคำซึ่งสามารถได้รับการตีความได้อย่างกว้างขวาง และส่งผลให้ในที่สุดแล้วการรับรองสิทธิเสรีภาพไว้ในรัฐธรรมนูญย่อมหาความหมายอันใดมิได้
-
นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว หากบุคคลต้องการโต้แย้งว่าประกาศ คำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือการกระทำที่เกี่ยวเนื่อง หรือคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) ๒๕๕๗ นั้นละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้และขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญนี้ บุคคลนั้นก็ไม่อาจโต้แย้งได้ เพราะ มาตรา ๓๗ และมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญ ฯ ฉบับชั่วคราวดังกล่าว และมาตรา ๒๗๙ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้รับรองให้การกระทำเหล่านี้เป็นที่สุด ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และชอบด้วยกฎหมาย เท่ากับว่ามีการกระทำอยู่กลุ่มหนึ่งซึ่งไม่อาจถูกโต้แย้งได้เลยว่าละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และทำให้การกระทำของรัฐดังกล่าวนั้น แม้จะละเมิดสิทธิเสรีภาพก็ไม่อาจถูกตรวจสอบได้ตราบเท่าที่รัฐธรรมนูญที่รับรองการกระทำเหล่านั้นให้เป็นที่สุดยังใช้บังคับอยู่     
-
ด้วยเหตุนี้ การกล่าวอ้างว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือร่างรัฐธรรมนูญที่มีความมุ่งหมายเพื่อรับรอง ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคล จึงเป็นเรื่องที่ไม่สอดรับกับบทบัญญัติที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญเอง
-
๒.๓ ข้อวิจารณ์เรื่องร่างรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปและสร้างความปรองดอง
-
ผู้ร่างรัฐธรรมนูญกล่าวอ้างว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเจตนารมณ์เพื่อการปฏิรูปและสร้างความปรองดอง
-
คณะนิติราษฎร์เห็นว่า การปฏิรูปและการปรองดองจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริงได้ จำต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวางจากทุกฝ่าย เพื่อถกเถียงอภิปรายจนได้ฉันทามติที่เป็นที่ยอมรับกัน และทุกฝ่ายเคารพหลักการอันเป็นคุณค่าพื้นฐานที่ผ่านการอภิปรายถกเถียงกันนั้น หากวิธีการปฏิรูปและการปรองดองถูกกำหนดขึ้นโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพียงกลุ่มเดียว การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ย่อมยากที่จะสำเร็จลงได้ และกรณีก็ย่อมไม่อาจกล่าวได้ว่าแท้ที่จริงแล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเจตนารมณ์เพื่อการปฏิรูปและสร้างความปรองดอง เนื่องจากไม่ได้ออกแบบบนฐานของการทำให้ทุกฝายได้มีส่วนร่วมตามหลักประชาธิปไตยนั่นเอง
-
ส่วนที่ ๓
-
หลักเกณฑ์การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
-
ในการจัดให้มีการออกเสียงประชามตินั้น เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า การออกเสียงประชามติคือการให้ประชาชนใช้สิทธิทางตรงเพื่อตัดสินใจในประเด็นทางการเมือง ร่างรัฐธรรมนูญ ร่างกฎหมาย หรือนโยบายสำคัญของรัฐ ฯลฯ และเพื่อให้การออกเสียงประชามติเป็นกลไกที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง การดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ จึงต้องเป็นไปภายใต้บรรยากาศประชาธิปไตย ปราศจากอิทธิพลกดดัน ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งโดยชัดแจ้งและโดยปริยาย จากผู้ที่ถืออำนาจรัฐ นอกจากนั้น ก็ต้องไม่มีการทำลายความน่าเชื่อถือของอีกฝ่ายหนึ่งด้วยข้อกล่าวหาที่ไร้เหตุผล รวมทั้งต้องเปิดช่องให้ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ มีโอกาสรณรงค์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายโดยชอบของตนอย่างเต็มที่ตามวิถีทางประชาธิปไตย โดยปราศจากการใช้กลไกของรัฐเพื่อประโยชน์ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สภาพการณ์ที่ควรจะต้องเป็นดังเช่นที่ได้กล่าวมานี้ ดูเหมือนว่าอาจจะไม่เกิดขึ้นในการออกเสียงประชามติครั้งนี้ กรณีจึงอาจจะส่งผลในอนาคตในแง่การยอมรับผลของประชามติครั้งนี้ด้วย
-
เมื่อพิเคราะห์ถึงการตัดสินใจออกเสียงประชามติ รัฐจำเป็นต้องให้ประชาชนมีทางเลือกที่ชัดเจนเพื่อที่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจจะได้แสดงเจตจำนงของตนได้อย่างถูกต้อง แต่การออกเสียงประชามติในครั้งนี้มีปัญหาเรื่องความครบถ้วนของข้อมูลในการตัดสินใจตั้งแต่ต้น สำหรับประชาชนผู้ออกเสียงเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ย่อมชัดเจนว่าประชาชนเหล่านั้นทราบว่าตนตัดสินใจยอมรับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้มีผลเป็นรัฐธรรมนูญใช้บังคับต่อไป แต่สำหรับประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และตัดสินใจออกเสียงลงคะแนนไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ย่อมไม่อาจทราบได้ว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการออกเสียงประชามติ จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป กฎเกณฑ์ในลักษณะเช่นนี้เป็นกฎเกณฑ์ที่มีปัญหาในแง่ของความยุติธรรมต่อผู้ออกเสียงประชามติ และอาจส่งผลต่อการยอมรับผลของประชามติในครั้งนี้อีกเช่นกันในอนาคต ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อไม่มีความชัดเจนว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านการออกเสียงประชามติ จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ประชาชนจำนวนหนึ่งย่อมเห็นว่าการออกเสียงประชามติในลักษณะดังกล่าวนี้หาได้เป็นการออกเสียงประชามติโดยแท้จริงอันจะผูกพันตนไม่
-
ส่วนที่ ๔
-
การให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญอาจไม่ได้นำมาซึ่งการเลือกตั้ง
และการปกครองโดยรัฐบาลพลเรือนโดยเร็ว
-
ในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้น อาจมีประชาชนจำนวนหนึ่งเข้าใจว่าการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่การจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว คณะนิติราษฎร์ได้พิจารณาบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญอย่างละเอียดแล้วเห็นว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทั้งนี้เนื่องจากในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านการออกเสียงประชามติ หลังจากที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนดกรอบเวลารวมทั้งสิ้น ๔๕๐ วัน หรือ ๑๕ เดือน เพื่อให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญในเรื่องต่าง ๆ และเพื่อเตรียมการในการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก ถึงแม้ว่าในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๘ จะกำหนดให้มีการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕๐ วัน นับแต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ๔ ฉบับที่จำเป็นแก่การเลือกตั้งมีผลใช้บังคับ ซึ่งหมายความว่าอาจมีการเลือกตั้งเร็วกว่ากรอบระยะเวลา ๑๕ เดือนก็ตาม แต่ก็ไม่มีความชัดเจนว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทำพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่จำเป็นแก่การเลือกตั้งให้แล้วเสร็จมีผลบังคับใช้ภายในกี่วัน  ในขณะเดียวกัน แม้จะมีการกำหนดระยะเวลาดังกล่าวไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ แต่ร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้กำหนดไว้ด้วยว่า หากการดำเนินการในเรื่องเหล่านั้นไม่แล้วเสร็จตามกรอบเวลาข้างต้น จะเกิดผลอย่างไรต่อไป นอกจากนั้น เมื่อร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๕ ยังคงบัญญัติให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่เช่นเดิม ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเช่นนี้ ในกรณีที่เห็นสมควร หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติย่อมสามารถใช้อำนาจดังกล่าวกระทำการใด ๆ ที่อาจกระทบต่อการจัดการเลือกตั้งตามระยะเวลาที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้ได้อีกด้วย
-
ในส่วนที่เกี่ยวกับการกลับสู่การปกครองโดยรัฐบาลพลเรือนนั้น อาจมีประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติจำนวนหนึ่งตัดสินใจให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญเพราะเล็งเห็นว่าเป็นวิธีการที่ทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติพ้นไปจากอำนาจและกลับเข้าสู่ระบอบการปกครองโดยพลเรือนตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คณะนิติราษฎร์ได้พิเคราะห์บทบัญญัติดังกล่าวในส่วนนี้แล้ว เห็นว่า หลังจากที่รัฐธรรมนูญได้รับการประกาศใช้แล้ว คณะรักษาความสงบแห่งชาติยังคงมีอำนาจและหน้าที่ต่อไปเช่นเดิมจนกว่าจะมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ หากพิจารณาจากหลักกฎหมายว่าด้วยความต่อเนื่องของรัฐและการบริหารราชการแผ่นดินแล้ว คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันจำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ อย่างไรก็ตาม การอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปต้องสงวนให้กับคณะรัฐมนตรีเท่านั้น ไม่รวมถึงองค์กรที่มีอำนาจพิเศษจากรัฐประหาร ดังนั้น ในกรณีที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวสิ้นสุดลงและมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรเพื่อก่อตั้งระบบรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่แล้ว องค์กรที่มีอำนาจพิเศษในช่วงการรัฐประหารตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว คือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติต้องสิ้นสุดลง หากองค์กรพิเศษจากรัฐประหารยังคงอยู่ในอำนาจต่อไปตามรัฐธรรมนูญฉบับที่มุงหมายให้ใช้บังคับถาวร ย่อมส่งผลให้ระบบรัฐธรรมนูญใหม่ตามสภาวะปกติย่อมไม่อาจก่อตั้งและดำรงอยู่ได้อย่างสมบูรณ์ อาจกล่าวได้ว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการออกเสียงประชามติ อำนาจเด็ดขาดของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ได้สิ้นสุดลง แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป อย่างน้อยที่สุดจนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้ารับหน้าที่นั่นเอง
-
จากเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมด คณะนิติราษฎร์จึงไม่อาจเห็นชอบให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศได้ และขอแสดงเจตจำนงให้ปรากฏต่อสาธารณะว่าคณะนิติราษฎร์ "ไม่รับ" ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช... และหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านการออกเสียงประชามติ คณะนิติราษฎร์เห็นว่าผู้ที่ถือครองอำนาจรัฐสมควรยุติกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ และคืนอำนาจการตัดสินใจจัดทำรัฐธรรมนูญให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตนเองต่อไป

-              
-
คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร 



“นายกทักษิณ" ปลุกสู้เพื่อประชาธิปไตย

"นายกทักษิณ" ปลุกสู้เพื่อประชาธิปไตย
-
วันนี้ (7 เม.ย.) ที่พรรคเพื่อไทย" จัดงาน "รดน้ำสงกรานต์ สืบสานประเพณีไทย" ณ ที่ทำการพรรค โดยนายกทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้สไก้ป์ ร่วมอวยพรด้วย โดยระบุว่า ขอขอมาลาโทษกับทุกคนที่ตนเคยล่วงละเมิด และขอให้เริ่มวันใหม่ด้วยความสามัคคี 
-

ซึ่งทางนายกทักษิณ ได้หยิบงานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาเวิร์ดที่ใช้เวลา 75ปี วิจัยเกี่ยวกับความฝันของคนส่วนใหญ่ที่อยากรวย และอยากมีชื่อเสียง มีบทสรุปว่าความสุข และความสัมพันธ์ของคนที่ดีของคนที่อยู่รอบตัว คือสิ่งสำคัญ เพราะชีวิตคนนั้นไม่ยาวนาน แค่อยู่กับคนที่รักและเข้าใจกัน ชีวิตยังไม่ยาวนานมากพอเลย หากอยู่ด้วยความอิจฉา ริษยา หรือโกรธแค้น ชีวิตก็จะยิ่งสั้นไปใหญ่ 
-

ทางที่ดีที่สุดคือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ทั้งครอบครัว คนในองค์กรเดียวกัน และคนในประเทศชาติ ซึ่งอยากให้คนไทยมีความสุข การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยคือการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของคน เสรีภาพจะทำให้คนมีศักยภาพในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เพราะโลกยุคใหม่เป็นโลกที่จะต้องใช้ความแตกต่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่คิดเหมือนกันไปหมด 
-

จึงอยากฝากทุกคนที่เป็นนักการเมืองต้องรักประชาชน หากนักการเมืองไม่รักประชาชน ประชาธิปไตยก็จะเป็นประชาธิปตาย ใครที่จะเข้าสู่การเมืองไม่ว่าจะแต่งตั้งหรือเลือกตั้ง ขอให้เป็นนักการเมืองที่รักประชาชน ความยั่งยืนเกิดจากการรักประชาชน ทำเพื่อประชาชนจริงๆ วันนี้ประชาชนอยู่ในความทุกข์ยพราะเศรษฐกิจประเทศกำลังแย่ ทั่วโลกก็แย่ มีสหรัฐฯประเทศเดียวกำลังฟื้นตัว ส่วนอินเดียก็ยังรวยกระจุก จนกระจาย มีความเหลื่อมล้ำสูง ขณะที่จีนก็ดูแล้วตัวเลขคงไม่ถึงที่คาดไว้
-

Cr. lokwannee


US. และ 6 องค์สิทธิมนุษยชนร่วมแถลงประนาม ทรราช คสช

US. และ 6 องค์สิทธิมนุษยชนร่วมแถลงประนาม ทรราช คสช 'เลิกใช้ทหารทำงานตร.-ยุติใช้ศาลทหาร'

US จี้คสช. 'เลิกใช้ทหารทำงานตร.-ยุติใช้ศาลทหาร'
-
สหรัฐฯเรียกร้องคณะรัฐประหารไทย 2 ข้อ ยกเลิกคำสั่งมอบอำนาจทหารทำงานร่วมตำรวจ หยุดใช้ศาลทหารดำเนินคดีพลเรือน
-
ที่ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐออกถ้อยแถลง เรียกร้องให้ไทยจำกัดบทบาทของทหารหลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มอบอำนาจในงานของตำรวจให้แก่ทหาร ขณะเดียวกัน ยังย้ำข้อเรียกร้องขอให้ไทยเลิกใช้ศาลทหารไต่สวนพลเรือนด้วย
-
เคทินา อดัมส์ โฆษกกรมเอเชียตะวันออก แถลงว่า สหรัฐฯมีความวิตกต่อกรณีคสช.ออกคำสั่งที่ 13/2559 มอบอำนาจให้ทหารทำงานร่วมกับตำรวจ โดยอ้างเพื่อปราบปรามผู้มีอิทธิพล โดยทหารสามารถเรียกตัว ค้นตัว ค้นรถ ค้นบ้าน ควบคุมตัว จับกุม สอบสวน จนถึงอายัดทรัพย์บุคคลได้
"เราขอให้รัฐบาลไทยจำกัดบทบาทของทหารในงานของตำรวจ และให้หน่วยงานพลเรือนปฏิบัติหน้าที่ของตน อาทิ คืนอำนาจดำเนินคดีพลเรือนให้แก่ศาลพลเรือน ไต่สวนคดีตามกระบวนการยุติธรรม และพิจารณาคดีด้วยความเป็นธรรม" ผู้แทนกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯกล่าว.

--------------

ส่วนองค์สิทธิมนุษยชนร่วมแถลงประนาม ทรราช คสช. เช่นกัน
-
"ที่ผ่านมาทางองค์กรสังเกตว่า นับตั้งแต่การทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในไทยได้เสื่อมถอยลงมาโดยตลอด คำสั่งนี้เป็นสัญญาณที่น่าตกใจอีกครั้งหนึ่ง และสะท้อนให้เห็นแนวโน้มแบบเดียวกัน"
-
คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล
-
(International Commission of Jurists - ICJ)
-
ฮิวแมนไรท์ว็อชท์ (Human Rights Watch - HRW)
-
แอมแนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International - AI)
-
สภาเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Forum for Human Rights and Development - FORUM-ASIA)
-
สหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล (International Federation for Human Rights - FIDH)
-
และฟอร์ติฟายไรท์ (Fortify Rights – FR)
-
กล่าวพร้อมกันว่า ประเทศไทยต้องยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 13/2559 ซึ่งให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่เจ้าหน้าที่ของกองทัพไทยโดยทันที เนื่องจากเป็นคำสั่งที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรม

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2559 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้อ้างอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557เพื่อประกาศใช้คำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 13/2559 ซึ่งกำหนดให้แต่งตั้ง "เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม" และผู้ช่วยจากข้าราชการทหารซึ่งมียศร้อยตรี รวมถึงทหารประจำการ ทหารกองประจำการ และอาสาสมัครทหารพราน โดยมอบอำนาจหลายประการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิด 27 ประเภท รวมทั้งปราบปรามผู้กระทำการให้เกิดความไม่สงบในที่สาธารณะ ความผิดต่อเสรีภาพและชื่อเสียง การตรวจคนเข้าเมือง การค้ามนุษย์ การค้ายาเสพติด และการค้าอาวุธ

วิลเดอร์ เทเลอร์ (Wilder Tayler) เลขาธิการคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากลกล่าวว่า "การปฏิบัติตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 13/2559 ย่อมส่งผลให้ประเทศไทยละเมิดพันธกรณีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและหลักนิติธรรมอย่างแน่นอน นับเป็นคำสั่งที่ต้องถูกยกเลิกโดยทันที"
-
คำสั่งนี้ส่งผลให้เกิดข้อกังวลด้านสิทธิมนุษยชนหลายประการ รวมทั้ง
-
1. การมอบอำนาจให้เจ้าพนักงานที่ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ พ้นจากการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี อันส่งผลให้เกิดการลอยนวลเมื่อกระทำผิด นับว่าขัดต่อหลักการว่าด้วยความรับผิดตามหลักนิติธรรม
-
แบรดอดัมส์ (Brad Adams) ผู้อำนวยการแผนกเอเชียของฮิวแมนไรท์ว็อชท์กล่าวว่า "แทนที่จะสนับสนุนให้มีการฟื้นคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลทหารไทยกลับขยายอำนาจของตนเพื่อให้ทำได้ในทุกสิ่งที่ต้องการ รวมทั้งการปฏิบัติมิชอบโดยไม่ต้องรับผิดแต่อย่างใด""การปราบปรามกลายเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นรายวันในประเทศไทย มีลักษณะที่นำไปสู่ความเป็นเผด็จการทหารมากขึ้นเรื่อยๆ"
-
2. การปฏิบัติตามคำสั่งนี้ ไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบโดยอำนาจศาล ซึ่งขัดกับสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาอย่างเป็นผล สิทธิที่จะให้ศาลมีอำนาจตรวจสอบการละเมิดเสรีภาพ และสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม ซึ่งได้รับการรับรองตามข้อ2 9 และ 14 ของ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights - ICCPR)
-
แชมพา พาเทล (Champa Patel) รักษาการผู้อำนวยการประจำสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าวว่า "คำสั่งนี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการลิดรอนอำนาจตุลาการอย่างร้ายแรงที่จะสามารถตรวจสอบการปฏิบัติของกองทัพ ส่งผลให้เกิดความเสื่อมถอยของการคุ้มครองสิทธิและหลักนิติธรรม"
-
3. การให้อำนาจบังคับใช้กฎหมายอย่างกว้างขวางและคลุมเครือแก่เจ้าพนักงานทหารที่ไม่ได้ผ่านการฝึกอบรม ย่อมมีแนวโน้มนำไปสู่การปฏิบัติมิชอบ ซึ่งไม่สอดคล้องตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชน รวมถึงไม่สอดคล้องต่อประมวลหลักปฏิบัติแห่งสหประชาชาติของเจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมาย(UN Code of Conduct for Law Enforcement Officials)และหลักการพื้นฐานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการใช้กำลังและอาวุธปืนของเจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมาย (UN Basic Principles on the Use of Force and Firearms by Law Enforcement Officials)
-
เอเวอลีน บาลาอิส-เซอร์ราโน (Evelyn Balais-Serrano) ผู้อำนวยการบริหารสภาเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาแห่งเอเชียกล่าวว่า "คำสั่งนี้ให้อำนาจเจ้าพนักงานทหารในการบังคับใช้กฎหมาย ที่ไม่มีประสบการณ์และไม่ทราบขั้นตอนในการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียกตัวบุคคล การค้น และการจับกุมบุคคล""การขาดการกำกับดูแลจากกระบวนการยุติธรรมยิ่งทำให้เกิดความกังวลมากขึ้นเนื่องจากคำสั่งนี้อาจนำไปสู่การใช้อำนาจอย่างมิชอบ และการใช้กำลังอย่างไม่ได้สัดส่วนเหมาะสมของเจ้าพนักงานทหาร ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายและมาตรฐานระหว่างประเทศ รวมทั้งประมวลหลักปฏิบัติแห่งสหประชาชาติของเจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมายและหลักการพื้นฐานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการใช้กำลังและอาวุธปืนของเจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมายและมีความเสี่ยงอย่างมากที่อาจมีการใช้อำนาจตามคำสั่งนี้ เพื่อจำกัดสิทธิอันชอบธรรมของประชาชน รวมทั้งสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก การชุมนุม และการสมาคม"
-
4. คำสั่งนี้ให้อำนาจในการควบคุมตัวบุคคลเป็นเวลาไม่เกินเจ็ดวันในสถานที่ซึ่งไม่เปิดเผย โดยไม่มีการตรวจสอบจากศาล ย่อมเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย
-
คาริม ลาฮิดจี (Karim Lahidji) ประธานสหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากลกล่าวว่า"แม้จะอ้างว่าการบังคับใช้คำสั่งนี้เป็นไปเพื่อปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา แต่คำสั่งนี้มีแนวโน้มให้เกิดการกระทำผิดทางอาญาระดับร้ายแรง ซึ่งเป็นข้อห้ามตามพันธกรณีสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยได้ลงนามหรือให้สัตยาบันรับรองไว้"
-
5. ในทางปฏิบัติแล้ว คำสั่งนี้เปิดโอกาสให้มีการนำไปใช้อย่างมิชอบ เพื่อปราบปรามและปิดปากผู้ที่ทางการมองว่ามีความเห็นแตกต่างจากรัฐซึ่งรวมถึงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน คำสั่งดังกล่าวขัดแย้งกับกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
-
เอมี สมิท (Amy Smith) ผู้อำนวยการบริหารฟอร์ติฟายไรท์กล่าวว่า "คำสั่งนี้เปรียบเสมือนการราดน้ำมันบนกองไฟที่ทำให้เกิดการตอบโต้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในไทย""ประเทศไทยมีพันธกรณีที่ต้องคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และคำสั่งนี้อาจถูกใช้เพื่อพุ่งเป้าโจมตีและขัดขวางการปฏิบัติงานอันชอบธรรมของพวกเขา"

-
Cr. ทีมข่าว เสรีไทยและแนวร่วม นปช. usa


ถาม ทรราช คสช. ยังสร้างความฉิบหายไม่พออีกหรือ

ทรราช คสช.ขยับเข้าสู่ทางเดินปีที่ 3แล้วเหลือ อีกไม่กี่วัน 

ถาม.....................ยังฉิบหายไม่พออีกหรือ 
-
โดยมีทีท่าว่า ทรราช คสช.อาจจะได้อยู่ในอำนาจยาวเกินกว่าที่ทรราช ประยุทธ์เคยประกาศโรดแมปไว้ก่อนหน้านี้ หลังมีแนวโน้มที่จะมีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะทำให้รัฐบาลและคสช.อาจอยู่นานขึ้นร่วมครึ่งปี ยังไม่นับรวมปัจจัยแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่อาจทำให้คสช.ยิ่งอยู่ยาวนานกว่านั้นขึ้นไปอีกก็ได้ เช่น หากประชาชนลงมติไม่ผ่านร่างรธน.ฉบับทรราช มีชัย  อันนี้ก็ต้องดูกันไป
-
การทำงานของทรราช คสช.ที่ผ่านมา และตอนนี้ที่เข้าสู่ปีที่ 3 คนในภาคการเมือง เขามีความเห็น ข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่อคสช.อย่างไร หลังช่วงเหตุการณ์ รัฐประหาร 22 พ.ค. 57 
-
เสียงสะท้อนมุมมองของประชาชน และก้าวย่างของ ทรราช งคสช.ต่อจากนี้
-
ถ้าให้ประเมินการทำงานของทรราช คสช.ที่ผ่านมา ลำดับแรกต้องบอกก่อนว่าวิธีการที่ทรราช คสช.ทำคือ รัฐประหาร 22 พ.ค. 57 เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะการแก้ปัญหาการเมืองด้วยการทำรัฐประหารยิ่งทำให้บ้านเมืองเสียหาย แต่เมื่อทำไปแล้ว โดยอ้างว่าประชาชนสองฝ่ายจะมาฆ่ากัน เพราะตอนนั้น กปปส.ชุมนุมอยู่ในกรุงเทพมหานคร ส่วน นปช.เสื้อแดงอยู่ที่ถนนอักษะ สร้างภาพขึ้นมาแบบนั้น หากไม่เข้ามาจะเกิดการฆ่ากันของคนในประเทศ ทรราช คสช.เลยต้องเป็นคนกลางเข้ามา 
-
หากความจริง ทรราช คสช. ก็คือพวกเดียวกันกับ กปปส. มีการส่งลูกเป็นทอด ๆ  และทรราช ประยุทธ์ ก็ได้ส่งทหารเข้าร่วมชุมนุนกับ กปปส.เป็นจำนวนมา ทั้ง บก เรือ อากาศ และข้าราชการที่ชอบระบบเผด็จการ ฯ
-
เมื่อทรราช คสช.ขอโอกาส ประชาชนก็ให้โอกาส หากแต่โอกาศที่ให้กับ ทรราช คสช. กลับกลายเป็น การเปิดโอกาศให้กับ ทรราช คสช. ใช้ปืนจี้กดหัวประชาชน นานเกือบ 2ปี 
-
ประชาชนได้เห็น ความระยำมากมายที่ ทรราช คสช. ได้กระทำ
-
เรื่องความปรองดองสมานฉันท์นั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะเป็นแค่วาทกรรมลมลวงที่ออกมาจากปากหมาสมองควานยของทรราช เท่านั้น
-
การจับคนไปเข้าค่ายทหาร เพื่อไปปรับทัศนคติ เกือบ พันคน คงไม่ใช่เรื่องข่าวโคมลอยอีกต่อไป 
-
การไล่ล่าติดตามนิสิต นักศึกษาและประชาชนที่ออกมาทวงถามถึงการโกงราชภักดิ์ ถูกคุกคาม ด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อกดดัน ไม่ให้อ้าปากทวงถามถึงความ ยุติธรรม 
-
ทรราช คสช. อ้างว่าเรียกไปปรับทัศนคติ และอ้างอีกว่าทุกคนก็ให้ความร่วมมือ แม้บางคนจะถูกจับปรับทัศนคติมากกว่า 3 ครั้งก็ตาม ตรงนี้ไม่ใช่ความสำเร็จของทรราช คสช.
-
เพราะเป็นเครื่องพิสูทน์แล้วว่า อำนาจจากปากกระบอกปืน ไม่สามารถ กดหัวของเหล่าวีรชนได้ เพราะคนไทยทุกคนต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ
-
ไม่ใช่ยอมสยบใต้เท้าของอำมาตย์ทรราช คสช. 
-
เราไม่เคยเห็นว่าเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา เรื่องการสร้างความปรองดองสมานฉันท์  ทรราช คสช.ทำไม่ได้ เพราะไม่ทำ 
-
ดูได้จากความขัดแย้งการเมืองแล้วนำไปสู่คดีความที่เป็นคดีการเมือง มากขึ้น ประชาชนแตกแยกกันมากขึ้น ทั้ง เหลืองและแดง 
-
สังคมจะเกิดความยุติธรรมได้อย่างในเมื่อ
-
เหล่า กปปส. และ ทรราช คสช. ที่มีอาวุธ อยู่ในมือ และใช้อำนาจทีมาจากปากกระบอกปืน กดขี่ นิสิต นักศึกษาและประชาชน 
-
ความจริง ทรราช คสช.ต้องแยกแยะให้ออกแล้วควรใช้อำนาจ ม.44 
-
สั่งดำเนิการ คดีความต่างๆ ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็น
-
คดีสลายการชุมนุม จนมีคนตายกว่า 99 ศพ บาดเจ็บพิการกว่า 2 พัน
-
หรือคดีที่ พรรคประชาธิปัตย์โกง โครงการต่างๆ เป็นเงินกว่าแสนล้าน  จนถึงเสาโรงพัก
-
และคดีที่เสื้อเหลืงเข้ายึด สถานที่ราชการและสนามบิน ฯลฯ
-
ทำไม ทรราช คสช. ทำได้หมดแต่ก็ไม่ได้ทำ 
-
แต่กลับจะไปดำเนินคดีโดยอ้างว่ามีความผิดต่าง ๆนาๆ  มีการใช้สองมาตรฐานดำเนินการกับฝ่าย ชินวัตรและพี่น้องเสื้อแดงแทน
-
แม้ล่าสุดเรื่อง คดีความมั่นคงอย่าง การจับและยึด  ขันแดง
-
พี่น้องแปลกใจใหมว่า ทำไม ทรราช คสช. ถึงไม่ดำเนินคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเสื้อเหลือง ยัน กปปส  หรือแม้แต่ พรรคประชาธิปัตย์ เพราะอะไร ....................?
-
นั้นคือคำถามที่ผมไม่ต้องชี้นนำ แต่อยากจะบอกพี่น้องประชาชนทุกท่านว่า 
ในเมื่อฆาตกร และคณะที่เข่นฆ่าพี่น้องประชาชน ตายไปกว่า หมื่นคน นั้น
-
พวกมันมานั้งในตำแหน่งสูงสุดของทุกกระทรวงทบวงกรม หรือแม้แต่ คณะรัฐมนตรี
-
แล้วเราจะหาความยุติธรรมได้จากตรงใหน ........... ครับ
-
สุดท้าย...................
-
ผมยังเชื่อมั่นพลังของพี่น้องประชาชน ที่จะลุกขึ้นขับไล่ทรราช คสช. 
-
- เสรีชน


Wednesday, April 6, 2016

ทรราช ประยุทธ์ มันแกล้งโง่ หรือว่า มันบ้าจริงๆ

ทรราช ประยุทธ์ มันแกล้งโง่ หรือว่า มันบ้าจริงๆ
–
โดยมารยาท หากฝรั่งเขาหัวเราะ นั้นก็แปลว่า คำพูดที่ ทรราช ประยุทธ์ ได้กล่าวมานั้น มันเป็นเรื่อง โกหก ตอแหล หน้าตายต่างหากเล่า
–
เพราะอะไร เพราะทั้งโลก สำนักข่าวต่างประเทศ หลายสำนัก ได้รับรู้ถึงการกระทำของ ทรราช ประยุทธ์ และได้รับผลกระทบ เหมือนๆ กัน ไม่ต่างไปจากประชาชน สักเท่าไหร่
–
นักข่าวที่ตาย ไม่ใช่เพราะน้ำมือของทหารทรราช อย่าง ประยุทธ์หรือ
–
ประชาชนที่ตาย ไม่ใช่เพราะ น้ำมือของทหาร ที ทรราช ประยุทธ์ สั่งการให้ฆ่าและยิงหรือ
–
มาวันนี้ ทรราช ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีที่นายกทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เตรียมแจกขันแดงในพื้นที่ภาคเหนือว่า พร้อมแสดงความบ้าอำนาจออกนอกหน้า ด้วยคำกล่าวหาว่า ทั้งๆที่เป็นขันน้ำธรรมดา ๆ แท้ๆ
–
ทรราช ประยุทธ์ กล่าว่า
–
"มีที่ไหน เขาใส่รูปหน้า รูปตัวหนังสือลงไป ไม่มีใครเขาทำหรอก แล้วมา
กล่าวหาว่าเราไปรังแกเขา จุดประสงค์เขาทำเพื่ออะไร ทุกคนก็รู้อยู่แล้ว จะไปขยายความให้เขาทำไม"
–
จริงๆแล้ว ทรราช ประยุทธ์ ทำอย่างนี้เพื่ออะไร นั้นคือคำตอบที่ ประชาชนและคนทั้งโลกได้รับรู้ ถึงความโง่เง่าบ้าอำนาจของเหล่าทรราช คสช.
–
ประโยคเด็ด ของทรราช ประยุทธ์ ที่กล่าว
–
ผมไม่เข้าใจจริงๆ และผมก็บอกทั้งหมดกับทุกประเทศว่า คนที่ทำร้ายประเทศไทยคือใคร ผมก็บอกทั้งหมด "เขาก็ยิ้มๆ หัวเราะอยู่"
–
นั้นคือสิ่งที่บ่งบอกว่า ทรราช ประยุทธ์ ไม่เคยเข้าสังคม ไม่รู้เรื่องแม้ภาษากาย …………ทรราช ประยุทธ์เตยชินกับคำโกหก สอพอ เท่านั้นเอง

–
เสรีชน



หากพี่น้องเราไม่รับใช้ชาติในวันนี้ จะยอมให้ ทรราช และอำมาตย์ชั่ว กดขี่อยู่อย่างนี้หรือ

ลุงเนลสัน แกพูดได้ดีและอยากให้ข้อความนี้ เตือนสคิ พี่น้องประชาชนทุกคน ว่า   การรับใช้ชาติที่แท้จริงคือ ปกป้องอธิปไตย ไม่ให้ทรราช คสช. ครอบงำ ให้ลูกหลานเราเป็นแค่เครื่องจักร ที่มีหน้าที่เสียภาษี  เมื่ออย่างทุกวันนี้เท่านั้น 

คิดกันบ้าง....... หากพี่น้องเราไม่รับใช้ชาติในวันนี้ ลูกหลานของพวกเราเหล่าประชาชน จะยอมให้ ทรราช และอำมาตย์ชั่ว กดขี่อยู่อย่างนี้หรือ ทั้งเงินเดือน -สวัสดิการ ก็เป็นเงินของพี่น้องเรา หากแต่ พวกเราไม่สามารถตรวจสอบ หรือถามถึงเม็ดเงินที่ทรราช คสช. นำไปใช้เพื่อเสวยความสุข บนหยาดเลือดและน้ำตาของพวกเราอย่างนั้น  หรือ.....?!?

--------------------------------- เสรีชน -------------------------------

 'ลุงเนลสัน' โพสต์ คุณไม่จำเป็นต้องไปเป็นทหารหรอก ถึงจะรับใช้ชาติได้
-
ล่าสุดไม่ตกกระแส โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Nelson S. Howe ถึงกรณีกระแสข่าวการเกณฑ์ทหารที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ โดยมีข้อความว่า "คุณไม่ต้องไปเป็นทหารหรอกถึงจะรับใช้ชาติได้ ว่ากันในเชิงเทคนิค ทุกอาชีพก็รับใช้ชาติหมด ทั้งหมอ ครู พ่อครัว นักธุรกิจ หรือไอ้คนทำเบคอนหนะ เราต้องการทุกคนนั่นแหละ"
-
You don't have to go to the army to serve your country. Technically every career serves the country: doctor, teacher, chef, businessman or the dude who make bacons. We need them all.
-
Nelson S. Howe



องค์กรสื่อเล็งเผยแพร่เจตนารมณ์ “ประวิตร โรจนพฤกษ์” หลังถูก คสช.สั่งห้าม

องค์กรสื่อเล็งเผยแพร่เจตนารมณ์ "ประวิตร โรจนพฤกษ์" หลังถูก คสช.สั่งห้ามเข้าร่วมประชุมวันเสรีภาพสื่อโลก
-
องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (RSF) ออกแถลงการณ์ลงวันที่ 5 เม.ย. 
-

ประณามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ไม่อนุญาตให้นายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส เว็บไซต์ข่าวสดภาษาอังกฤษ เดินทางออกนอกประเทศไทย เพื่อไปเข้าร่วมการประชุมเนื่องในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก (World Press Freedom Day) ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ในวันที่ 3 พ.ค.2559
-
อีกด้านหนึ่ง นสพ.เดอะการ์เดียนของอังกฤษ ได้เผยแพร่บทความเขียนโดยนายประวิตร ระบุว่าการที่ คสช.ไม่อนุญาตให้ตนไปเข้าร่วมการประชุมที่เฮลซิงกิ ถือเป็นการละเมิดเสรีภาพในการเดินทาง ซึ่งเรื่องนี้ พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ รองหัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ ส่วนงานรักษาความสงบ สำนักงานเลขาธิการ คสช. ระบุว่านายประวิตรละเมิดคำสั่งของ คสช.ด้วยการเผยแพร่ข้อความโจมตี คสช.ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง
นายประวิตรระบุว่าลึกแล้ว ๆ รัฐบาลทหารไทยตระหนักว่าการดำรงอยู่ของตนไม่มีความชอบธรรม จึงหวาดระแวงและหาทางสกัดกั้นผู้ที่เคลื่อนไหวต่อต้าน ทั้งในโลกออนไลน์และโลกจริง และผู้ที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้ คสช.ได้พยายามแสดงการต่อต้านด้วยวิธีการต่างๆ เท่าที่จะทำได้ คนเหล่านั้นต้องเผชิญกับการล่วงละเมิดเสรีภาพในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการถูกนำตัวขึ้นศาลทหาร การถูกยึดหนังสือเดินทาง และอายัดทรัพย์
-
ด้านนายปราเมศร์ เหล็กเพชร อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ระบุว่าการควบคุมหรือจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชน ย่อมส่งผลกระทบต่อเสรีภาพของประชาชนทั่วไปเช่นกัน เพราะหากสื่อไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีเสรีภาพ ประชาชนก็จะไม่มีโอกาสได้รับรู้ข้อเท็จจริง
-
ก่อนหน้านี้ เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทยได้กล่าวในนามของกระทรวงการต่างประเทศฟินแลนด์ว่าเป็นเรื่องน่าเสียใจที่ คสช. ไม่อนุญาตให้นายประวิตรเดินทางไปร่วมการประชุมดังกล่าว
-
ส่วนนายเบนจามิน อิสมาอิล ผู้อำนวยการประจำภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิกของ RSF ระบุว่าการล่วงละเมิดอย่างโจ่งแจ้งต่อสิทธิในการเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพของสื่อมวลชนอิสระ ซึ่งถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน จะทำให้เกิดผลกระทบตามมา และเห็นได้ชัดว่านายประวิตรอาจต้องเข้าร่วมการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ หรือการออกแถลงการณ์เป็นภาษาอังกฤษแทนการเดินทางไปเข้าร่วมการประชุม
-
ทางอาร์เอสเอฟจะแปลแถลงการณ์ของนายประวิตรเป็นภาษาไทยและฝรั่งเศส เพื่อเผยแพร่ต่อไปยังเครือข่ายสื่อมวลชนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา และประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เรื่องเสรีภาพด้านข้อมูลข่าวสาร และให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เรียนรู้เรื่องปรากฏการณ์สตรัยแซนด์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความพยายามปิดกั้นข้อมูลข่าวสารส่งผลสะท้อนมุมกลับ ทำให้ข้อมูลที่ต้องการปกปิดกลายเป็นประเด็นที่มีคนสนใจใคร่รู้มากยิ่งขึ้น โดยอ้างอิงถึงกรณี "บาร์บรา สตรัยแซนด์" นักร้องชื่อดังชาวอเมริกัน ฟ้องร้องช่างภาพไม่ให้เผยแพร่ภาพบ้านพักของตนในปี 2546 แต่กลับทำให้ชาวอเมริกันนับล้านคนได้เห็นภาพที่นักร้องดังต้องการปิดกั้นแทน

Cr.BBC


ขอให้ EU และฝรั่งเศสทบทวนมาตรการคว่ำบาตรไทย

อ.ปวิน ขอให้ EU และฝรั่งเศสทบทวนมาตรการคว่ำบาตรไทย โดยพุ่งเป้าไปที่การลงโทษ คสช ให้หนัก
-
วันพุธ, เมษายน 06, 2559

ผมได้รับเกียรติอย่างยิ่งจากวุฒิสภาของสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ได้เป็นคนไทยคนเดียวที่ได้รับเชิญให้มาเล่าถึงปัญหาประชาธิปไตยของไทยในยุคเปลี่ยนผ่านรัชสมัย ผมขอให้ EU และฝรั่งเศสทบทวนมาตรการคว่ำบาตรไทย โดยพุ่งเป้าไปที่การลงโทษ คสช ขอให้เอาให้หนักครับ
-
I am honoured to be invited by the French Senate to give an account on the delay of Thai democracy. I propose that the EU/France must review its sanction policy to target at the junta ensuring that the punishment will bear fruit.
-
Pavin Chachavalpongpun

-
Cr. Thai E-News


ถ้าเป็นทหารแล้ว เก่งแต่เรื่องเหี้ยๆ ทุกๆด้านขนาดนี้ แล้วจะมีทหารไว้ทำไม

"ทหารมีไว้ทำไม" ฉบับเต็ม 

(เม้นท์กันว่อนเน็ต...)

"ทหารมีไว้ทำไม ฉบับเต็ม
-
1.)บริษัท อสมท.จำกัด (มหาชน) พลเอก ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เป็นประธานกรรมการ พลเอก สกนธ์ สัจจานิตย์ เป็นรองประธานกรรมการ
-
2.)บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) พลอากาศเอก สุปรีชา กมลาศน์ เป็นกรรมการอิสระ พลอากาศเอก อำนาจ จีระมณีมัย เป็นกรรมการ และ พลเอก ชาตอุดม ติตถะสิริเป็นกรรมการอิสระ พลอากาศเอก ศิวเกียรติ์ ชเยมะ เป็นกรรมการ พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 1 พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา เป็นกรรมการ
-
3.)บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) พลอากาศโท จอม รุ่งสว่าง เป็นกรรมการ นาวาอากาศตรี ประจักษ์ สัจจโสภณ และ พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ เป็นกรรมการอิสระ พลอากาศโท ประกิต ศกุณสิงห์ เป็นกรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบ
-
4.)บริษัท ไปรษณีย์ไทย พลเอก สาธิต พิธรัตน์เป็นประธานกรรมการ พลตำรวจโท อติเทพ ปัญจมานนท์[17] เป็นกรรมการ
-
5.) การไฟฟ้านครหลวง นายกองเอก กฤษฎา บุญราช[18] เป็นประธานกรรมการ พลอากาศเอก อานนท์ จารยะพันธุ์ พลเอก ธีรชัย นาควานิช และ พลตำรวจโท ไถง ปราศจากศัตรูเป็นกรรมการ
-
6.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ และ พลเอก วลิต โรจนภักดี นายกองเอก ชวน ศิรินันท์พร เป็นกรรมการ
-
7.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พันเอก ดร.ปรัชญา เฉลิมวัฒน์ และ พลเอก ชาตอุดม ติตถะสิริเป็นกรรมการ
-
8.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยพลเอก ดร. ยอดยุทธ บุญญาธิการ เป็นประธานกรรมการ นาวาอากาศเอก รองศาสตราจารย์ ดร. ธนากร พีระพันธุ์ เป็นกรรมการ
-
9.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พลตำรวจเอก เอก อังสนานนท์ เป็นประธานกรรมการ พลโท วราห์ บุญญะสิทธิ์ เป็นกรรมการ
-
10.) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย พลเอก วิวรรธน์ สุชาติ ประธานกรรมการ พลตำรวจตรี ดร.สุรเชษฐ์ หักพาล พลอากาศเอก ยุทธนา สุกุมลจันทร์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
-
11.) บริษัท ขนส่ง จำกัด พลโท สมชาย ชัยวณิชยา และ พลตำรวจเอก อำนาจ อันอาตม์งาม เป็นกรรมการ
การท่าเรือแห่งประเทศไทย พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวัฒนะ ประธานกรรมการ พลเรือเอก จักรชัย ภู่เจริญยศ เป็นกรรมการ
บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำกัด (มหาชน) พลเรือเอก ธนะรัตน์ อุบลและ พันเอก นิมิตต์ สุวรรณรัฐ เป็นกรรมการอิสระ
-
12.) การประปาส่วนภูมิภาค พลโท เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ พลเอก วิชิต ศรีประเสริฐ และ พลเอก ไตรรัตน์ รังคะรัตน เป็นกรรมการ
-
13.) การประปานครหลวง พลเรือโท ณเดโช เกิดชูชื่น และ พลเอก วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศลกรรมการ
-
14.) องค์การเภสัชกรรม พลโท ศุภกร สงวนชาติศรไกร ประธานกรรมการ
-
15.) โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง พลเอก วิลาศ อรุณศรี ประธานกรรมการ
-
16.)สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พลโท อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ประธานกรรมการ พลตำรวจตรี สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข พลตรี ฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ พันโท หนุน ศันสนาคม พันตำรวจโท อมร หงษ์ศรีทอง นายกองเอก ฉัตรชัย พรหมเลิศ เป็นกรรมการ
-
17.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พลโท ถเกิงกานต์ ศรีอำไพประธานคณะกรรมการ
-
18.) สถาบันการบินพลเรือน พลอากาศเอก สฤษดิ์พงษ์ โกมุทานนท์ ประธานคณะกรรมการ
-
19.) การรถไฟแห่งประเทศไทย พลโท ชาญชัย ภู่ทอง เป็นกรรมการและประธานคณะกรรมการฝ่ายทรัพย์สิน
-
20.) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พลโท ภาณุวัชร นาควงษม์ เป็นกรรมการ
-
21.) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พลอากาศโท บุญสืบ ประสิทธิ์ และ พลเอก ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข กรรมการอิสระ
-
22.) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยพลเอก วรพงษ์ สง่าเนตร ประธานกรรมการ พลอากาศเอก ถาวร มณีพฤกษ์ และ พลเอก ปราการ ชลยุทธ เป็นกรรมการ
-
23.) ทีโอที พลเอก สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ประธานกรรมการ และ พันเอก สมเกียรติ สัมพันธ์ กรรมการ
-
24.) กสท โทรคมนาคม พันเอก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สรรพชัย หุวะนันทน์กรรมการบริหารและรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่
-
25.) องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ พลเอก ชวลิต ชุนประสาน และ พลตรี ไพโรจน์ ทองมาเองเป็นกรรมการ
-
26.) องค์การคลังสินค้า พลตำรวจตรี ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานกรรมการ พันเอก (พิเศษ) ดร. ดิเรก ดีประเสริฐ รองประธานกรรมการ
-
27.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พลตรี ณัฏฐิพงษ์ เผือกสกนธ์ กรรมการ
-
28.) รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร ประธานกรรมการ พลเอก ดรัณ ยุทธวงษ์สุข กรรมการและรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่
-
29.) สำนักงานธนานุเคราะห์ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ พลเรือโท วิพากษ์ น้อยจินดากรรมการ
-
30.)องค์การสุรา กรมสรรพสามิต พันเอก บุญรอด ศรีสมบัติ กรรมการ
-
31.) ธนาคารกรุงไทย พลโท เทียนชัย รับพรกรรมการ
-
32.) การเคหะแห่งชาติ พลเอก สุชาติ หนองบัว และ พลเอก พิสิทธิ์ สิทธิสาร เป็นกรรมการ
-
33.) บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด พลเรือเอก ณะ อารีนิจ ประธานกรรมการ พลเรือโท พิทักษ์ พิบูลทิพย์ รองประธานกรรมการ พลเรือโท พลเดช เจริญพูล พลเรือโท ฐานันดร์ เข็มเพ็ชร พลเรือโท ไพฑูรย์ ประสพสิน พลเรือตรี สิงขร ธีระสินธุ์ และ พลเรือตรี สุพจน์ สายวงศ์ปัญญา เป็นกรรมการ นาวาเอก พิชเยนทร์ ตันประเสริฐ เป็นกรรมการผู้จัดการ
-
34.) การกีฬาแห่งประเทศไทย พลอากาศเอก ทรงธรรม โชคคณาพิทักษ์ กรรมการ พลโท สุรไกร จัตุมาศ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
-
35.) องค์การสะพานปลา พลเรือเอก เริงฤทธิ์ บุญส่งประเสริฐ เป็นกรรมการ
-
36.)องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท เป็นกรรมการ
-
37.) องค์การเภสัชกรรม พลเอก ศุภกร สงวนชาติศรไกร เป็นประธานกรรมการ พลเรือตรีหญิง พิมพ์ใจ ไชยเมืองราช เป็นกรรมการ
-
38.) องค์การสวนสัตว์ พลเอก ภัทรินทร์ ลีลายุทธ ประธานกรรมการ พันเอก ขจรศักดิ์ ไทยประยูร และ พลตรี ศิริชัย เทศนา เป็นกรรมการ
-
39.) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม พันเอก ประเสริฐ ชูแสง เป็นกรรมการ
-
40.) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด พลอากาศเอก อิทธพร ศุภวงศ์ เป็นประธานกรรมการ พลเอก คณิต สาพิทักษ์เป็นรองประธานกรรมการ พันเอก พีรวัส พรหมกลัดพะเนาว์ เป็นกรรมการ
-
41.) องค์การตลาด พลตำรวจโท ชินทัต มีศุข[19]เป็นกรรมการอื่น
-
42.) การยางแห่งประเทศไทย พลเอก ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เป็นประธานกรรมการ
-
43.) องค์การจัดการน้ำเสีย พลอากาศเอก ปรีชัย หาญเจนลักษณ์ เป็นกรรมการ"

‪#‎มิตรสหายท่านหนึ่ง‬

...

ความเห็นส่วนหนึ่ง...

กูไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหน่วยงานรัฐวิสาหกิจไทยถึงได้ขาดทุนอยู่ตลอด ไม่มีประสิทธิภาพในการแข่งขันสู้กับชาวบ้านเค้า
-
น้ากูไม่ได้เป็นทหาร แต่เป็นกรรมการคนนึงในบอร์ดนึงข้างบน บอกว่าทหารแม่งเอากรรมการเก่าออกแล้วเข้ามาแทนเต็มไปหมด แล้วเหลือคนทำงานเป็นจริงๆแค่ 1-2 คน (จริงๆมันคงอยากเข้ามาหมด แต่เข้ามาแล้วทำงานกันไม่เป็น เลยเป็นไฟท์บังคับ)
-
ยุบโรงเรียนกับมหาลัยให้หมดสัส เหลือแค่โรงเรียนทหารก็พอ ถ้าเป็นทหารแล้วเก่งทุกด้านขนาดนี้
-
เห็นอย่างนี้แล้วทำไมเราไม่เป็นทหารล่ะ?
-
อ่ะมา เดี๋ยวเถียงให้ฟัง
-
1.อสมท.ทุกวันนี้รายการดีๆกระจุกอยู่กี่ช่องครับ แล้วรายการประเทืองปัญญามีถึง20รายการมั้ยครับต่อสัปดาห์ ทั้งๆที่เวลาออนแอร์มี24ชม.ใน7วัน
-
2.การบินไทยตอนนี้เป็นไงครับ อาหารอร่อยดีมีมาตรฐาน เครื่องบินเต็มทุกคิวลูกค้าต่อแถวยาวยันสิ้นปีใช่ไหม
-
4.ไปรษณีย์ไทย ส่งรวดเร็วทันใจ พนักงานยิ้มแย้มรักงานบริการ ของหายได้คืนรึเปล่า
-
5.การไฟฟ้า ย่านบางย่านหม้อแปลงระเบิดทุก1เดือน โปรโมชั่นระเบิดครบ10ครั้ง ดับฟรีทั้งเดือน
-
6.รถไฟฟ้า ทุกวันนี้ยิ่งใช้ตั๋วยิ่งขึ้นราคา
-
9.องค์การขนส่งมวลชนฯ มาตรฐานความปลอดภัยอยู่ที่ไหน
-
10.การทางพิเศษ รถติดบรรลัยหลายเส้นทาง
-
16.สลากกินแบ่ง บังคับได้อยู่2-3เดือน ตอนนี้ใบละ100เหมือนเดิม
-
19.ปตท. ถ้าเทียบเรื่องราคาถือว่าดี แต่ถ้าพูดกันเรื่องคุณภาพยังห่างจาก
-
เจ้าตลาดอย่างปั๊มหอยเหลือง
-
23.ทีโอที โอโหหหห เนตบ้าน smile emoticon
-
31.ธ.กรุงไทย ตู้ปิดบริการสัปดาห์ละ2ครั้ง
-
อีกมากมายที่ยังเป็นปัญหา ไม่ใช่ว่ามีหรือไม่มีทหารหรอกครับ อยู่ที่รัฐฯบริหารเรื่องการควบคุมมาตรฐานอย่างไรต่างหาก
-
หยุดเอาทหารมาอ้าง มีหน้าที่ใดก็ต้องรับผิดรับชอบ ถ้าทำไม่ได้ก็ยอมรับแล้วหาผู้เชี่ยวชาญเข้าไปทำ
-
บริษัท ตำส้มและหมูปิ้ง จำกัด 
จ.ส.อ. ภักดี จนทั้งชาติ และภรรยา ประธานกรรมการ
-
Cr. Thai E-News



อ ชูพงศ์ เปลี่ยนระบอบ 6 มีค.59 ภาคพิเศษ

อ ชูพงศ์ เปลี่ยนระบอบ 6 มีค.59 ภาคพิเศษ

สถานะการณ์ จริง บี๊กจี๋ว ของขึ้นเพราะอะไร? มีผลอย่างไร??

เหล่ และ ตือโป๊ยก่าย ประวิตร ยืนยันไม่กลับมาเป็นนายก หลังเลือกตั้ง จริงหรือหลอก หลอกอย่างไร ????

ปฎิรูปประเทศคราวนี้ ไทยจะกลายเป็นประเทศแบบไหน???

จะมีรัฐประหารหรือไม่???? พระ บรม ฯ จะขึ้นครองราชย์ปีนี้ จริงหรือ ???

มหาอำนาจ ช่วยล้ม คสชได้หรือไม่?? ล้มคสช จริงๆหรือหลอก????

เปลี่ยนระบอบอะไร?? ได้ระบอบอะไร????

เพราะ "เครือข่ายอำมาตย์" มันจะรู้สึกว่าสูญเสียอำนาจ (เลยต้องแทรกแซง)

คำถามโหดสัส... นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลีเซียนลุงให้สัมภาษณ์กับ Wall Street Journal 
-
เผยแพร่วันที่ 5 เมษายน 2016 
-
มีการกล่าวถึงประเทศไทยด้วย
-
-
On Thailand
-
พากษ์ไทยโดยชาวเน็ตท่านหนึ่ง...

-
WSJ : ขอถามท่านลีเรื่องของประเทศหนึ่งในย่านนี้ที่แม่งถอยหลังเข้าคลองหน่อยค่ะ นั่นก็คือประเทศตอแหลแลนด์ ท่านลีคิดยังไงเกี่ยวกับการเมืองของตอแหลแลนด์คะ ??????
-
นายกฯลี : ประเทศนี้แม่งมีกรรมนะคุณ มันเจอช่วง "เปลี่ยนผ่าน" บ่อยชิบหาย ตอแหลแลนด์นี่ปัญหาแม่งเยอะจริงๆ เพราะหากจะยึดมั่นการเมืองในระบบรัฐสภาแบบของอังกฤษเค้าแม่งก็มีอะไรติดๆขัดๆตลอด เพราะ "เครือข่ายอำมาตย์" ของตอแหลแลนด์มันจะรู้สึกว่าสูญเสียอำนาจ (เลยต้องแทรกแซง)
-
แล้วถ้าจะให้บริหารกันในแบบที่ "เครือข่ายอำมาตย์" อยากให้เป็น โดยโยนตัวบทกฏหมายทิ้งไป ไม่ต้องไปให้ความสำคัญอะไรกับระบบรัฐสภาแม่งก็คงอยู่ยากอีกนั่นแหละ เพราะคงไม่มีใครอยากทำมาค้าขายด้วย สังคมโลกเขาไม่ยอมรับระบบศักดินานะคุณ....โธ่...คุณเอ๊ยยย โลกเราสมัยนี้แม่งไปกันถึงไหนๆแล้ว
-
แล้วแบบนี้มันจะอยู่กันแบบไหนให้มันสมดุล ให้ปรองดอง ให้ทุกฝ่ายสมประโยชน์ได้ล่ะ....คุณจะบอกว่าถอยหลังเข้าคลองก็คงใช่แหละครับ เพราะยึดอำนาจมาแบบนี้มันไม่ใช่วิถีที่นานาชาติเขายอมรับกัน ตอแหลแลนด์แม่งคงต้องหาทางออกเรื่องนี้ให้ได้....แต่ผมขอฟันธงเลยว่าไม่ง่ายหรอก แม่งโหดสัสรัสเซียกันเห็นๆ...!!!!
.....

On Thailand
-
WSJ: May I ask you about one country in the region which really does seem to be backsliding, and that is Thailand? Can you give us a sense of where you think Thai politics are going domestically…? 
-
PM: I think they are in the transition, they are anxiously watching the succession to a new Monarch in due course, and wondering how the system will work with a new Monarch in place, having gotten used to a very dominant and revered figure over the last 60-something years. Thailand has a very difficult problem to solve because if you go purely on parliamentary democracy rules, like you would in Britain, it probably is not governable because the elite will not feel themselves part of this. And if you just work on the basis of the elite being in charge and chuck the parliamentary rules out of the window, you also, in this day and age, will find it very difficult to run a modern economy and society. So, how to find the right balance which is going to be workable in such a society? So you may call it 'backsliding', you can say it is not according to the norms which internationally prevail, but they have to find a solution which works for Thailand and that is very hard.

-
Cr. Thai E-News



Tuesday, April 5, 2016

อย่างไง...........รัฐธรรมนูญทรราช คสช. ก็ต้องเปลี่ยน

อย่างไง...........รัฐธรรมนูญทรราช คสช. ก็ต้องเปลี่ยน    

ลุงเย็นลมป่า 31 มีค 59

ลุงเย็นลมป่า 31 มีค 59    

ต้นแบบทรราช รวมความเลวทรามต่ำช้าเอาไว้ครบถ้วนกระบวนความใน คสช.

ต้นแบบทรราช รวมความเลวทรามต่ำช้าเอาไว้ครบถ้วนกระบวนความใน คสช. 

ผมไม่ใช่ ขงเบ้ง ผู้หยั่งรู้ดินฟ้า... ผมเป็นแค่คนเดินที่ฉวิลหา ประชาธิปไตย
-
ผมเข้าใจ ปมเงื่อนแรกของความแตกแยกในแผ่นดิน เริ่มจาก แม่ทัพนายกอง ที่ต้องการเล่นการเมือง ชิงอำนาจ และได้มีอำนาจจากกองทัพแล้ว ยังขลังอำนาจไม่พอ ดูถูกการบริหารประเทศ เป็นเรื่องง่ายๆ ทั้งที่ตนเองไม่มีความรู้ มีแต่ความเป็นฆาตกรอยู่ในตัวเท่านั้น 
-
ก็ต้องใช้ "อำนาจจากราชบัลลังก์" วางแผนฉกชิงอำนาจ...ใช้ กระเทยเฒ่าเป็นตัวช่วย
-

การล้มสลายของนาๆอาริประเทศ ก็มาจาก ขันที  ที่ฉ้อราษฎร์บังหลวง (เหมือนที่อีเปรม แห่งบ้านสี่เสากำลังทำอยู่ตอนนี้ )...เกิดกบฏโจรโพกผ้าเหลือง ที่สนันสนุนโดยขันทีเฒ่า  แผ่นดินเดือดร้อนวุ่นวาย หลายมือนักบริหาร ไม่ว่าจะเป้น ท่าน สมัคร ท่าน สมชาย หรือ นายก ปู ที่ขันอาสาเข้ามากำจัดปัญหา  แล้วก็ถูกแย่งอำนาจไปเหมือนสมัย ดร. ทักษิญ  ชินวัตร
-
แม่ทัพนายกอง ของเหล่าทรราช   ผู้ใช้ทุกกระบวนท่า... ไม่ว่าจะเป็น ประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองที่เหี้ยที่สุดของประเทศ และ กปปส รวมทหารชั่วได้มากกว่า ใช้เล่ห์กลสารพัด โดยเสนอตัวเป็นตัวกลางเจรจา และจับเป็นตัวประกัน กลางที่ประชุม  ทั้ง กปปส กับ เสื้อแดง และ ประชาธิปัตย์ กับ เพื่อไทย ทั้ง ติดสินบนขันทีเฒ่า เมื่อยึดอำนาจจากรัฐบาลของประชาชนไว้ได้ ก็เริ่มทุกบทของทรราช ขาดเงินก็ขึ้นภาษี  ยึดทรัพย์ นายก ปู ขาดน้ำก็ไม่ให้ชาวนา ปลูกข้าว
-
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ตัดอนาคตของเด็กและเยาวชนด้วยการให้การศึกษาแค่ 9 ปี ตัดออก3 ปี จากรัฐบาลของประชาชนที่เคยทำไว้
--
สร้างความโง่งม ครอบงำเด็กและเยาวชนต่อไปในอนาคตอีก 20 ปี ข้างหน้า ให้มีอนาคตที่มืดบอด
-
ทรราช คสช.อยากสร้างเมืองใหม่ พร้อมรถไฟ ความเลวสูง  เงินไม่พอ ก็ส่งทัพออกไปปล้น ผู้รับเหมาที่ร่ำรวย วาดฝันโครงการที่ยิ่งใหญ่ ทั้งการไฟฟ้า ขยะมวลชน และถึงผังเมือง  ด้วยแำนาจ ม.44  ขนเงินเข้ากระเป๋า เหล่านายหน้าของทหารใหญ่ ในหมู่ ทรราชกันทั่วหน้า 
-
ตัวใหญ่กินคำใหญ่ ยังไม่อิ่ม ก็ใช้แม่ไม้สุดท้าย ที่นักรบทรราช ยุคไหนไม่มียางอาย สั่งทหารให้นายทุนสามาล ขุดทองคำ และแก็ส น้ำมันจากแหล่งต่างๆ ทั่วประเทศ   ยึดเอาพรัทย์ของแผ่นดิน ที่มีค่ามาปรนเปรอตัวเองและลูกเมียของเหล่า ทรราช คสช. ซื้อบ้านราคา100ล้านทั้ง 2 หลังให้ลูกสาวทรราช ประยุทธ์  การกระทำไม่ต่างจากมหาโจร  อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน 
-
ถือว่าเป็นปี แห่งหายนะ เพราะตลอดเวลาที่ ทรราช คสช. ทำรัฐประหารตั้งแต่ ปี 2557 จนถึง 2559 มีแต่ความฉิบหายมาเยือนประเทศไทย
-
คนจับปลาต้องทิ้งเรือ ขึ้นฝั่งเพราะถูกทางการห้ามจับปลา แถมทรราช ประยุทธ์ เป่าประกาศไว้ว่า  อาหารทะเลเอาไว้ให้คนรวย กินเท่านั้น 
-
คนงานตกงานกว่าล้านคน เพราะอุตสาหกรรมหลักปิดตัวลง เพราะโดนคว่ำบาตรจาก นาๆ อาริยะประเทศ ไม่สามารถส่งออกได้
-
แต่เรื่องที่บาดใจอาณาประชาราษฎร์มากก็คือ ฉากท่านผู้สำเร็จราชการ อีเปรมแห่งบ้านสี่เสา ออกมาประกาศสงครามกับคนโกง สั่งปลดและย้ายข้าราชการน้อยใหญ่ อย่างว่าเล่น แต่ทรราช คสช.โกงแม้กระทั้ง โครงการ ราชภักดิ์ แต่ อีเปรม แห่งบ้านสี่เสา กลับปิดปากเงียบ เหมือนอมสากกระบือ ก็ไม่ปาน
-
อีกทั้งบังคับให้เปลี่ยนระบบการศึกษา ซึ่งดูเสมือนว่า มหาวิทยาลัย จะใกล้เป็นโรงเลี้ยงเด็กของผู้มีอันจะกินเท่านั้น ในอนาคตในใกล้นี้
-
ทรราช คสช. ละทิ้ง อาณาประชาราษฎร์ ให้มีหน้าทีเสียภาษี เพื่อมาปรนเปรอ เหล่าทรราช คสช. ถึงแม้ว่า เหล่าทรราช คสช. และข้าราชการทั้งประเทศ จะกินกินจากภาษีของประชาชนก็ตามแต่ห้ามพูด ห้ามถาม ห้ามแสดงออก ห้ามพูดถึง ความยุติธรรม และ ประชาธิปไตย 
-
และบังคับให้ดู ทีวีที่เชิดเป็นหุ่น ไร้สาระและความจริงใจในการแก้ปัญหาให้กับประชาชน 
-
ผู้นำทรราช ไม่ว่ายุคไหน มักเจอคำสอพลอ...เข้าก็เคลิ้ม ทรราช ประยุทธ์เองก็เคลิ้ม กับคำสอพอ เหล่านั้น  ถึงขนาดทำโพล ให้ทรราช ประยุทธ์อยู่ต่อ อีกทั้งประกาศบ่อยครั้งว่า ต่างประเทศเข้าใจ จนกระทั่งอยู่หน้า นาๆ ชาติ ทรราช คสช. ไม่ต่างจากหมาหัวเน่า ที่ไม่มีใครกล้าจับมือ ในเวทีโลก 
-
ทรราช ประยุทธ์ ก่อนขึ้นสู่อำนาจ ก็ใช้ศพของเหล่าวีรชนเป็นบันไดก้าวเข้าสู่อำนาจ ด้วยการฆ่าพี่น้องประชาชน ที่เขามาเรียกร้อง หีบเลือกตั้ง แต่กลับให้หีบศพแทนกว่า 99 ศพ และพี่น้องภาคใต้มากกว่า หมื่นชีวิต ที่ต้องสังเวยกับการฆ่าของ เหล่าทหารทรราช คสช.  

จากวันเป็นคืน...จากคืนเป็นปี ศพของวีรชนเหล่านั้นก็ยังหาผู้กระทำผิดไม่ได้ และดูเสมือนว่าจะหลุด หรือไม่ก็หมดอายุความไปตามกาลแห่งเวลา 

-
ทุกวันนี้ เหล่านักสู้ทั้งรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่ก็ได้ใช้ น้ำเหลือง...จากศพวีรชนเหล่านั้นเป็นน้ำมันต่อไส้...ให้ไฟสว่าง แห่งประชาธิปไตย ลุกโชน อย่างไม่เคยที่จะดับ 

-
หากประเทศยังมีนักการเมืองชั่วๆ และทหารทรราช เลวๆ  มันก็เป็นหน้าที่ของเราเหล่าประชาชน ที่จะต้องลุกขึ้นต่อต้านและขับไล่  ไอ้พวกฉ้อฉลปล้นแผ่นดิน.อย่างทรราช คสช. จะต้องจับมันมาขึ้นศาลโลกให้ได้  เอาศพของพวกมันมาประจาน ให้โลกได้รับรู้ถึงความชั่วระยำของพวกมัน 

-
เพ้อเจ้อ ...................เป็นไปไม่ได้  หรือแค่คิดก็ "สะใจ" 

อยากทำให้ฝันเป็นจริง.หรือไม่...ก็ขึ้นอยู่กับมือของพี่น้องผองเพื่อนแล้วครับ 

-
เสรีชน


ทรราช คสช. ทำรัฐประหาร ให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองเพื่อใคร..?

ฐประหาร ทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง ใช่หรือไม่?
-
April 4, 2016 by Woodside New York
-
รัฐประหาร ไม่ทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองของไทย
-
‪#‎วิชาTP102รัฐศาสตร์เบื้องต้น‬ (Introduction to Political Science)
-
ประเทศต้องการเสถียรภาพทางการเมือง เพราะนี้เป็นปัจจัยสำคัญของการทำให้ประชาชนทั้งหมดอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ และสร้างสรรค์ ซึ่งอาจใช้คำที่คนไทยคุ้นเคยได้ว่า อยู่อย่างปรองดอง อย่างสมานฉันท์ ไม่ว่าคุณจะเป็นใครมีชาติกำเนิดเช่นไรก็ตาม

-
เสถียรภาพทางการเมืองจะนำมาซึ่งความเจริญมั่งคั่งรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและ สังคมของประเทศ ก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ทางความคิด การผลิตและชีวิต รวมทั้งการลดทอนทำลายสภาพรวยกระจุกที่คนเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ครองทรัพย์สิน 75%-80% ของทั้งหมดประเทศ
ประชากรไทย 67 ล้านคน = มีกลุ่มที่รวยกระจุก 6.7 ล้านคน ที่เหลือคือ จนกระจาย 60.3 ล้านคน ซึ่งไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่คนรวยกระจุกในอันดับที่ 6 ของโลกนี้

-
เสถียรภาพทางการเมือง (political stability) จึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาทางการเมือง (political development) ซึ่งนี้คือวิชาที่สำคัญหนึ่งของการศึกษารัฐศาสตร์ต่อประเทศด้อยพัฒนาและ กำลังพัฒนา

-
แต่ในรอบ 70 ปีที่ผ่านมาของไทย ตั้งแต่ปี 2490 การมีทหารรัฐประหาร 11 ครั้ง มีรัฐประหารล้มเหลวและกวาดจับกบฏอีก 8 ครั้ง รวม 19 ครั้ง
ดังนั้น เฉลี่ยทุก 3 ปีครึ่ง มีทหารและผู้สนับสนุน (ส่วนใหญ่คือ 10% ของประชากรจากกลุ่มรวยกระจุก) ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังรัฐประหารหนึ่งครั้ง ย่อมเท่ากับว่า รัฐประหารไม่ได้ก่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง แต่กลับทำให้ประเทศไทยอยู่ในสภาพที่ไร้เสถียรภาพและวุ่นวายตลอดมา

-
ขณะเดียวกัน รัฐประหารทุกๆ สามปีครึ่ง ย่อมชัดเจนว่า ไม่ได้ทำให้ประเทศเดินหน้าพัฒนาในเรื่องปรองดองสามัคคีสมานฉันท์ แต่กลับเห็นได้เพิ่มขึ้นว่า การใช้อำนาจดิบๆ แบบรัฐทหารเผด็จการ ไม่อาจจะปิดบังประชาชนจำนวนมากจากการไม่ยอมรับอำนาจของกลุ่มผลประโยชน์ที่ กินรวบแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป

-
รัฐประหารจึงเป็นเสมือนใบบัวที่ปิดช้างไม่มิด

-
ดังนั้น รัฐประหารทุกๆ 3 ปีครึ่งตลอด 70 ปีของไทย คือวิธีการที่ต้องใช้อำนาจและความรุนแรงกำจัดกำหราบปราบประชาชนที่ไม่เชื่อ และไม่เชื่องในอำนาจนำของกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มอำนาจแบบเดิมๆ อีกต่อไป

-
รัฐประหาร ในความหมายที่แท้จริงแล้ว คือเครื่องมือของการทำลายเสถียรภาพและความเจริญมั่งคั่งรุ่งเรืองของประเทศ ชาติ และทำลายล้างหลักเอกภาพปรองดองสมานฉันท์ในความหลากหลายของประชาชน เพื่อให้ก้มหน้ายอมรับอย่างไร้ข้อต่อรองโต้แย้งกับกลุ่มผลประโยชน์และกลุ่ม อำนาจแบบรวยกระจุกเดิมๆ ตลอด 70 ปีมานั่นเอง

-
Cr.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์



คุณเชื่อหรือไม่ว่า ทรราช คสช. ไม่ได้ทำ..?

ได้ฟังทั่นผู้นัมบ์คร่ำครวญ ทำนองน้อยใจ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. น้ำตาจะไหล
-
April 4, 2016 by Woodside New York
-
น้ำตาจะไหล ได้ฟังทั่นผู้นัมบ์คร่ำครวญกับวีโอเอที่ดี.ซี. ว่าพวกฝรั่งจะเอาแต่ประชาธิปไตย แถมหาว่า คสช. กดขี่ทำร้ายประชาชน
-
ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้ารัฐประหารไทยบอกกับสำนักข่าวเสียงจากอเมริกาว่า "ตอบคำถามกับหลายประเทศที่มาหา เขาก็พูดแต่ประชาธิปไตย การเลือกตั้งและสิทธิมนุษยชน
-
โดยเขาไม่ถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยทำไมตนต้องเข้ามา โดยตนได้บอกเหตุทุกครั้งแต่เขาไม่ใส่ใจ ไปใส่ใจแค่เพียงเรื่องสิทธิมนุษยชน
เพราะมีคนไปพูดให้เขาฟังว่ารัฐบาลนี้เข้ามาแล้วฆ่าคนตายไปเท่านี้เท่านั้น เอาคนมาติดคุกเป็นพันๆ คน ฆ่านักข่าวไป ๔๐๐-๕๐๐ คน เอาถุงดำครอบหัวประชาชน "ผมไม่เคยทำสักอย่าง"
-
-

แต่เรื่องเหล่านั้นมันเกิดขึ้นแล้ว ทั่นบอกไม่เคยทำก็ต้องเชื่อละ เพราะคนที่ทำจริงกับมือเป็นพวกลิ่วล้อของทั่นตะหาก (พวก 'ห่าน' จัดการงานนอกสั่ง ดิ)
-
เอาละ ฟังทั่นต่อแล้วจะเศร้า "ผมไม่ได้พักผ่อนมาตั้งนานแล้ว จำได้ตั้งแต่เด็ก มาถึงวันนี้ นอนก็ไม่หลับ หลับไม่สบายสักวัน" อูยนี่ถ้าเป็นเฟชบุ๊คจะต้องใส่อีโม 'น้ำตาไหล'
-
"พอมาเป็น ผบ.ทบ. ๔ ปี ก็ไม่ใช่ง่าย มันก็หนักนะ ที่ต้องประคับประคองกองทัพให้เข้มแข็งให้ได้ แล้วก็มาเป็นนายกฯอีก ๒ ปี คุณก็ดูสิ ผมไม่ได้พักเลย"
-
โถ น่าสงสาร ทั่นต้องเอาชะตากรรมไปผูกไว้กับประเทศชาติ แล้วใครกันนะที่ดัน 'เผือก' ขอให้ทั่นอยู่ต่ออีก ๕ ปี ๒๐ ปี ทุรมานทุรเวร น่ะ
-
และนี่คือ 1 ตัวอย่างของผลงาน ทรราช ที่บอกว่าไม่ได้ทำ
-
อย่างที่มีเจ้าหน้าที่หน่วยม้าจังหวัดน่าน ร่วมกับหมาต๋าภูธรเวียงสากะปัว บุกเข้าไปยึดของกลางวัสดุที่เป็นภัยต่อความมั่นคง จำนวนเกือบ ๙ พันใบ นั่นหลังจากดำเนินคดีต่อสตรีวัยกลางคนชาวเชียงใหม่ ที่ลงภาพตนเองชูขันแดง ของกำนัลจากสองอดีตนายกฯ ตระกูลชินวัตร
-
ซึ่งทำให้สื่อฝรั่งอ้างถึงว่าเป็น "หนึ่งในผู้ต้องตกเป็นเหยื่อของการกดขี่ข่มเหงต่อคนที่วิจารณ์คณะทหาร คือนางธีรวรรณ เจริญสุข ซึ่งอาจต้องติดคุกถึง ๗ ปี"